ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,007
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นิโคลัส มาดูโร ถูกประกบพาตัวลงจากเครื่องบินลำหนึ่ง ณ ฐานทัพอากาศสจ๊วตในรัฐนิวยอร์ก เมืองที่ทางรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ บอกว่าประธานาธิบดีเวเนซุเอลารายนี้จะถูกดำเนินคดีตามข้อกล่าวหาค้ายาเสพติด อย่างไรก็ตามขณะเดียวกันผู้นำอเมริกากับแสดงท่าทีไม่ผลักดันฝ่านค้านเวเนซุเอลาก้าวสู่อำนาจ แต่อยากร่วมมือกับรองประธานาธิบดีของมาดูโรแทน

    รายงานข่าวรอยเตอร์คาดหมายว่า มาดูโร จะถูกนำตัวขึ้นศาลในแมนฮัตตัน นัดแรกในวันจันทร์(5ม.ค.) เพื่อเผชิญคำกล่าวหาสมคบคิดค้ายาเสพติด

    รัฐบาลทรัมป์กล่าวหาบ่อยครั้งว่า มาดูโร กำกับดูแลเครือข่ายอาชญากรรมขนาดใหญ่ในเวเนซุเอลา ที่เกี่ยวข้องกับค้ายาเสพติด แม้จากการประเมินภายในของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ คลางแคลงใจต่อคำกล่าวอ้างดังกล่าว

    ประธานาธิบดีทรัมป์บอกในวันเสาร์(3ม.ค.) ว่าสหรัฐฯ "จะบริหารเวเนซุเอลาและขุดเจาะทรัพยากรน้ำมันอันมหาศาลของประทศแห่งนี้ หลังตะครุบตัวนิโคลัส มาดูโร ผู้นำฝ่ายซ้าย พาออกนอกประเทศ ระหว่างปฏิบัติการทิ้งบอมบ์ถล่มกรุงการากัส"

    คำแถลงของทรัมป์มีขึ้นไม่กี่ชั่วโมง ตามหลังการโจมตีสายฟ้าแลบ ซึ่งระหว่างนั้นกองกำลังพิเศษของอเมริกาได้เข้าจับกุมตัวมาดูโรและภรรยา พร้อมกับปฏิบัติการถล่มทางอากาศเล็งเป้าเล่นงานที่ตั้งต่างๆทั้งในและรอบๆเมืองหลวง

    ล่าสุดมีรายงานว่า หลังจากเข้าสู่ช่วงค่ำไม่นานหนัก(ตามเวลาท้องถิ่น) มาดูโร ถูกอารักขาลงจากเครื่องบินลำหนึ่งที่จอดอยู่ ณ ฐานทัพทหารในนิวยอร์ก และถูกนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ลำเลียงต่อไปยังนิวยอร์ก ซิตี สำหรับเผชิญการพิจารณาคดีตามข้อกล่าวหาค้ายาเสพติดและอาวุธ

    แม้ปฏิบัติที่มีความเสี่ยงสูงครั้งนี้จะประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมีความไม่แน่นอนเป็นอย่างสูง ทรัมป์บอกว่าเขากำลังกำหนดมอบหมายบุคคลจากคณะรัฐมนตรี สำหรับรับผิดชอบในเวเนซุเอลา แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่าเป็นงานด้านใด นอกจากนี้แล้ว ทรัมป์ ยังสร้างความประหลาดใจ ด้วยการบ่งชี้ว่าทหารสหรัฐฯอาจประจำการในเวเนซุเอลาในอนาคต "วอชิงตันไม่กลัวที่จะมีกองกำลังทางภาคพื้น"

    อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าเขาจะปฏิเสธความเป็นไปได้ที่ฝ่ายค้านของประเทศจะก้าวเข้ามารับอำนาจ และบอกว่าเขาจะทำงานร่วมกับ เดลซีย์ โรดริเกซ รองประธานาธิบดีของมาดูโรแทน

    แต่มีแง่มุมหนึ่งที่ชัดเจนแล้ว นั่นคือแรงจูงใจของวอชิงตัน หลังทรัมป์บ่งว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองและความมั่งคั่งทางน้ำมันของเวเนซุเอลาคือเป้าหมายหลัก "เรากำลังมีบรรดาบริษัทน้ำมันสหรัฐฯใหญ่มากๆของเรา ทุ่มงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์ ซ่อมโครงสร้างพื้นฐานที่แย่ๆและพังเสียหาย" เขากล่าว "เราจะขายน้ำมันในปริมาณมหาศาล"

    คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจะประชุมกันในวันจันทร์(5ธ.ค.) ตามคำร้องขอของเวเนซุเอลา เพื่อหารือเกี่ยวกับปฏิบัติการจับกุมมาดูโรของสหรัฐฯ จากการเปิดเผยของโซมาเลีย ประธานหมุนเวียนของคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น

    มาเรีย คอรินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ซึ่งคว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพไปหมาดๆ โพสต์ข้อความบนเฟซบุกระบุว่า "ชั่วโมงแห่งสันติภาพมาถึงแล้ว" เธอเรียกร้องให้ผลักดัน เอ็ดมุนโด กอนซาเลซ ออร์รูเทีย ผู้สมัครชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี 2024 ของฝ่ายค้าน เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในทันที

    แต่ ทรัมป์ สร้างความประหลาดใจด้วยการแสดงท่าทีเมินเฉยต่อเสียงคาดหมายว่า มาชาโด อาจก้าวมาเป็นผู้นำคนใหม่ของเวเนซุเอลา โดยอ้างว่าเธอไม่ได้รับการสนับสนุนหรือได้รับความเคารพในแผ่นดินเกิด

    ยิ่งไปกว่านั้น ทรัมป์ ยังดูเหมือนหันไปสนับสนุน โรดริเกซ โดยบอกว่า "เธอมีความตั้งใจที่จะทำในสิ่งที่เราคิดว่ามันจำเป็นสำหรับทำให้เวเนซุเอลายิ่งใหญ่อีกครั้ง" อย่างไรก็ตาม โรดริเกซ ดับกระแสดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้ปล่อยตัว มาดูโร และประกาศกร้าวต่อการปกป้องประเทศ

    จีน ผู้นสนับสนุนรัฐบาลซ้ายจัดของมาดูโร ประณามอย่างหนักหน่วงต่อปฏิบัติการของสหรัฐฯ ส่วนฝรั่งเศสเตือนว่าทางออกหนึ่งใดไม่ควรถูกกำหนดจากภายนอก ขณะที่ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการใหญ่แห่งสหประชาชาติ แสดงความกังวลใหญ่หลวงที่กฎระเบียบของกฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้รับความเคารพ

    สมาชิกสภาคองเกรสหลายคนรุดออกมาตั้งคำถามเกี่ยวกับความชอบธรรมของปฏิบัติการ อย่างไรก็ตาม ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฏรจากรีพับลิกัน พันธมิตรของทรัมป์ อ้างว่ามันมีความชอบธรรม

    (ที่มา:เอเอฟพี/รอยเตอร์)

    ชมคลิปที่นี่ : https://mgronline.com/around/detail/9690000000634

    https://www.facebook.com/share/1FB7VBJpzh/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,007
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กัมพูชาขุดเอาเขื่อนดักตะกอนบางส่วนออกไป ทำให้เขื่อนดักตะกอนกลายเป็นเกาะในทะเลอ่าวไทย กองทัพเรือต้องยื่นคำขาดให้กัมพูชารื้อเกาะสร้างเองนี้ออกไปให้เร็วที่สุด ถ้าเพิกเฉย กองทัพเรือทำลายเกาะนี้ให้เองทันทีโดยไม่ต้องรอความเห็นชอบจากกัมพูชา เพราะมันอาจถูกอ้างสิทธิ์พื้นที่ในอาณาเขตทะเลอ่าวไทยได้ในอนาคต
    Cr
    https://www.facebook.com/share/r/1BKrCvTXGx/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 1.mp4
      ขนาดไฟล์:
      628.1 KB
      เปิดดู:
      35
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,007
    ค่าพลัง:
    +97,153
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,007
    ค่าพลัง:
    +97,153
    FB_IMG_1767491902571.jpg

    แม้แต่สื่อกัมพูชายังยอมรับว่าพวกเขาละเมิดแผ่นดินไทย

    อันนี้ @ เอามาจากสื่อกัมพูชาเองสังเกตกรอบสีแดงนะครับอันนั้นยังไงก็แผ่นดินไทยแต่เป็นหมู่บ้านที่เขาล้ำเข้ามาอย่างชัดเจน

    ส่วนกรอบสีเหลืองก็เป็นพื้นที่ทับซ้อนซึ่งเขาก็ยอมรับว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อนแต่เขาก็ไปสร้าง

    ว่าง่ายๆก็คือไม่ว่าจะเป็นหลักฐานฝั่งไหนส่วนนี้เขาก็ล้ำอย่างชัดเจน

    Cr
    https://www.facebook.com/share/1a4k1cgme4/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,007
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ประกาศ “เปิดใช้กฤษฎีกาป้องกันประเทศ–ระดมพลทั้งชาติ”: ยืนยันมาดูโรคือประธานาธิบดีคนเดียว—หลังทรัมป์จับ Maduro ส่งสหรัฐฯ

    – ท่ามกลางวิกฤตการเมืองที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์เวเนซุเอลา นางเดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดี ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 ประกาศ “เปิดใช้กฤษฎีกาป้องกันประเทศ” (defense decree) และระดมพลทั้งชาติ โดยย้ำชัดว่า “มีประธานาธิบดีคนเดียวในประเทศนี้ ชื่อ นิโคลัส มาดูโร โมรอส” พร้อมจัดการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (National Defense Council) ด่วน เพื่อหารือแนวทางรับมือและประสานงาน

    แถลงการณ์นี้เกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดำเนินปฏิบัติการจับกุมนายมาดูโร เมื่อคืนวันที่ 3 มกราคม ด้วยหน่วยเดลตาฟอร์ซ และนำตัวไปสหรัฐฯ เพื่อขึ้นศาลข้อหา “narco-terrorism” ทำให้เวเนซุเอลาเข้าสู่ภาวะสุญญากาศอำนาจ รัฐบาลชุดเดิมยืนยันว่า Maduro ยังเป็นประธานาธิบดีที่ชอบธรรม และปฏิเสธการจับกุมว่าเป็น “การลักพาตัวและแทรกแซงอธิปไตย”

    โรดริเกซเรียกร้องให้กองทัพ ประชาชน และสถาบันทั้งหมด “ปกป้องอธิปไตย” และเตือนว่าจะตอบโต้การแทรกแซงจากภายนอกอย่างเด็ดขาด ขณะที่มีรายงานการระดมกำลังทหารในคารากัสและเมืองใหญ่หลายแห่ง

    ชาติมหาอำนาจจับตา—รัสเซีย-จีน-อิหร่านหนุน Maduro สหรัฐฯ ผลักดันเปลี่ยนระบอบ

    รัสเซีย จีน และอิหร่านประณามการจับกุมอย่างรุนแรง เรียกว่า “รัฐประหาร” และยืนยันสนับสนุน Maduroต่อ ขณะที่สหรัฐฯ และชาติละตินอเมริกาหลายแห่ง (เช่น โคลอมเบีย บราซิล) ชื่นชมว่าเป็น “ชัยชนะของประชาธิปไตย” ประชาชนเวเนซุเอลาแบ่งขั้วชัดเจน—บางส่วนฉลองการสิ้นสุดยุค Maduro แต่บางส่วนออกมาประท้วงปกป้อง

    เวเนซุเอลาเข้าสู่ภาวะไม่แน่นอนสูงสุด กองทัพยังไม่ได้แสดงท่าทีที่ชัดเจนว่าจะยืนข้างฝ่ายใด(อาจแตกแยกภายใน?)และประชาคมโลกจะตอบสนองอย่างไร คือคำถามใหญ่ที่อาจกำหนดอนาคตละตินอเมริกาในปีนี้

    4 มกราคม 2569 : คัดข่าว/หาดใหญ่

    ที่มา: Reuters, Telesur, Fox News, CNN, Al Jazeera, The New York Times, CSIS

    Cr. คัดข่าว

    https://www.facebook.com/share/1hPTCh4Wtf/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,007
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จับมาดูโร = ตัดลมหายใจมังกร?

    เบื้องหลังหมากทรัมป์ ที่อาจโยงถึง “สงครามไต้หวัน”

    นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามตรงกันว่า
    การที่ทรัมป์สั่งจับ “นิโคลัส มาดูโร” ไม่ใช่แค่เรื่องยาเสพติด หรือประชาธิปไตย
    แต่มันอาจเป็นหมากใหญ่กว่านั้นมาก

    หมากที่ชื่อว่า…
    “ตัดท่อน้ำเลี้ยงจีน” ก่อนวันไฟลุกในช่องแคบไต้หวัน

    ---

    ถอดรหัสหมากจริง: สงครามสมัยใหม่ ไม่ยิงก่อน แต่ “ตัดพลังงาน”

    ในโลกการเมืองระดับมหาอำนาจ ไม่มีคำว่าเหตุบังเอิญ
    และจุดอ่อนที่สุดของจีนในวันนี้ ไม่ใช่ทหาร ไม่ใช่ขีปนาวุธ
    แต่คือ น้ำมัน

    จีนต้องนำเข้าน้ำมันมหาศาล
    และกว่า 80% ต้องผ่านเส้นทางเดินเรือที่สหรัฐฯ คุมเกมได้

    ถ้าเกิดสงครามไต้หวันจริง
    นักวิเคราะห์เชื่อว่า วอชิงตันอาจไม่เปิดศึกชนตรง
    แต่จะเลือก “ปิดวาล์ว” โลกแทน

    ---

    4 จุดตาย ถ้าสหรัฐฯ กดปุ่มจริง

    1️⃣ ช่องแคบมะละกา – เส้นเลือดใหญ่ของเอเชีย
    2️⃣ ช่องแคบฮอร์มุซ – น้ำมันตะวันออกกลาง
    3️⃣ ทะเลแดง – ทางลัดสู่ยุโรป
    4️⃣ เวเนซุเอลา – แหล่งน้ำมันหนักที่จีนพึ่งพาในซีกโลกตะวันตก

    สามจุดแรกคือคอขวด
    แต่ เวเนซุเอลา คือแหล่งสำรอง ที่จีนเคยมั่นใจว่า “อเมริกาไม่กล้าแตะ”

    …จนมาดูโรถูกจับ

    ---

    ทำไม “มาดูโร” ถึงกลายเป็นเบี้ยอันตราย?

    เพราะเขาคือคนกลางของดีลลับระหว่างจีนกับเวเนซุเอลา

    จีนปล่อยกู้เงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์

    เวเนซุเอลาส่งน้ำมันชดเชยหนี้

    เป็นดีลระยะยาวที่ช่วยให้จีนอุ่นใจเรื่องพลังงาน

    แต่เมื่อมาดูโรหายไป
    สัญญาทั้งหมด “แขวนอยู่กลางอากาศ”
    เงินจีนอาจกลายเป็นหนี้สูญ
    น้ำมันหนักที่โรงกลั่นจีนต้องใช้ หายวับทันที

    และถ้าสหรัฐฯ เปิดทางให้บริษัทน้ำมันอเมริกันเข้าไปแทน
    นั่นหมายถึง ทรัพยากรอันดับ 1 ของโลก เปลี่ยนมือ

    ---

    ภาพใหญ่ที่น่ากลัวกว่านั้น

    ถ้าเกิดศึกไต้หวัน
    และสหรัฐฯ ปิดทะเล + คุมเวเนซุเอลาได้จริง

    จีนจะเหลืออะไร?

    ท่อก๊าซจากรัสเซีย ❌ ไม่พอ

    สต็อกสำรอง ❌ ใช้ได้ไม่นาน

    กองทัพ ❌ เคลื่อนยากถ้าไม่มีพลังงาน

    สงครามอาจไม่แพ้ที่สนามรบ
    แต่แพ้ตั้งแต่ ท่าเรือและโรงกลั่น

    ---

    สรุปสั้นๆ

    นี่อาจไม่ใช่การ “จับผู้นำเผด็จการ”
    แต่มันคือการ จัดกระดานพลังงานโลกใหม่

    เวเนซุเอลาไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย
    แต่เป็น เครื่องมือบีบจีนล่วงหน้า

    ถ้าปักกิ่งขยับผิดในไต้หวัน
    วอชิงตันอาจไม่ยิงนัดเดียว
    แต่เลือก “ดึงปลั๊ก” โลกทั้งใบแทน

    และคำถามที่น่าลุ้นที่สุดตอนนี้คือ…
    จีนจะยอมถูกตัดลมหายใจ หรือจะสวนหมากก่อน?

    เกมนี้ เพิ่งเริ่ม ♟️

    Cr. คัดข่าว

    https://www.facebook.com/share/p/1AJGmB2XjZ/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,007
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ได้เวเนฯ เท่ากับอเมริกาพร้อมรบอิหร่าน?!?!?!
    มิ.ย. 2025 ผมเขียนว่าจุดใหญ่ใจความ ข้อเดียวเลยครับ ที่อเมริกาเดินพล็อตให้ อิสราเอล-อิหร่าน-อเมริกา แลกชุดใหญ่แล้วแยกย้าย ไม่พร้อมทำสงคราใหญ่เต็มสูบ เพราะ SPR (Strategic Petroleum Reserve)
    สหรัฐอเมริกาอภิมหาอำนาจ มีน้ำมันตุนไว้ในคลังแห่งชาติ น้อยเกินไป น้อยจนสุ่มเสี่ยงมากหากขืนจะรบกับอิหร่านขึ้นมาจริงๆ ซึ่งมันไม่อาจคะเนเวลาได้เลยว่าจะใหญ่จะยาวแค่ไหน (กระทบฮอร์มุซหรือไม่ ขนาดไหน)

    บัดนี้ ได้น้ำมันเวเนฯ มาทั้งแผ่นดินแล้ว ย้ำว่า "ทั้งแผ่นดิน"

    เวเนฯ ใกล้อเมริกามากนะครับท่าน จากทะเลแคริบเบียนสู่อ่าวเม็กซิโก (ทรัมป์เปลี่ยนชื่อเป็นอ่าวอเมริกาแล้ว) ถึงโรงกลั่นในแถบ Gulf Coast เลย
    ได้น้ำมันเวเนฯ ในครอบครองแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ถือเป็นโคตรแห่งยุทธศาสตร์

    น้ำมันที่เก็บไว้ในคลังแห่งชาติบนดินแดนของอเมริกามีเท่าไหร่
    มันเหนือจากระดับต่ำสุดในรอบ 4 ทศวรรษไม่เท่าไหร่!!!!!!!!!
    ทำไมมันน้อยปานนั้นล่ะ

    ที่จริง อเมริกาเลี้ยงไว้ระดับๆ 700 ล้านบาร์เรล มาเป็นสิบปีแล้ว
    เป็นทรัมป์เอง สมัยเทอมแรก ตัดสินใจขาย เอาเงินมาใช้จ่ายดีกว่า เพราะตอนนั้นเป็นยุค "เชล ออยล์" shale oil เฟื่องฟู อเมริกาผลิตน้ำมันกระฉูด หายห่วง
    ขายไปพอควร เหลือราว 650 ล้านบาร์เรล แต่ก็ยังนับว่ามากโข

    ไบเดน ดันบ้าจี้น่ะสิ ตอนนั้นรัสเซียรบยูเครนใหม่ๆ ราคาน้ำมันพุ่งปรู๊ดปร๊าด โลกกลัวขาดตลาด ซึ่งต้องย้ำว่าเป็นความแตกตื่น เพราะน้ำมันรัสเซียไม่ได้หายไปไหนจากตลาด ... ทว่าไบเดน เทน้ำมันออกจากสต็อกมโหฬาร เพื่อให้ไหลซู่สู่ตลาด กดให้ราคาลง (ซ้ำยังไปกวาดต้อนชาติพันธมิตรให้ช่วยกันปล่อยสต็อกออก ; ในนามก๊วน International Energy Agency)

    กลางปี 2023 น้ำมันในคลังแห่งชาติ ลดลงเกือบครึ่ง!!!!! หลุดต่ำกว่า 350 ล้านบาร์เรล!!!!!
    นี่คือสถิติต่ำสุดในรอบ 4 ทศวรรษ
    น้อยเกินไปแล้ว ต้องเติมกลับ
    ก็ไล่ฟื้นขึ้นมา ตอนนี้ ตัวเลขล่าสุด อยู่ที่ 413 ล้านบาร์เรล
    ก็ยังไม่เรียกว่าสูง

    ถึงบอกว่า อเมริกายังไม่พร้อมเปิดศึกกับอิหร่านเต็มตัว เสี่ยงเกินไป

    แต่พอได้น้ำมันเวเนฯ นี่ ต้องใช้คำว่า ยิ่งกว่า perfect

    ยังไง?
    ต้องบอกก่อนว่า น้ำมันที่อเมริกาผลิตได้มโหฬารบานตะไทนั้น หลักๆ เป็น shale oil ซึ่งมันเป็นน้ำมัน light sweet ครับท่าน
    ขณะที่โรงกลั่นในอเมริกาส่วนใหญ่ รับเกรด medium เกือบทั้งนั้น
    (นี่เป็นปัญหาคลาสสิก ในลักษณะเดียวๆ กันกับไทย
    มันจะมีคำถามแบบว่า ผลิตน้ำมันได้เอง ทำไมอเมริกาเอาที่ตัวเองผลิตได้ไปส่งออก แล้วก็ไปนำเข้าจากที่อื่น ... บริษัทน้ำมันอเมริกา "ขายชาติ" รึเปล่า
    เอ่อ ไม่เคยมีคำถามแบบนั้นในอเมริกาครับท่าน
    เพราะเขารู้ดีว่า ที่ผลิตเองได้ มันใช้กันไม่ได้กับโรงกลั่นในประเทศ
    งั้นก็อัพเกรดโรงกลั่น หรือไม่ก็สร้างโรงกลั่นใหม่ซิ เอาให้มันใช้ได้
    แหม กี่พันล้านล่ะต่อหนึ่งโรง)
    น้ำมันเวเนฯ เป็น heavy sour
    อ้าว ก็ไม่เหมือนจากตะวันออกกลางที่เป็น medium อยู่ดีนิ
    เล่นไม่ยาก มันเอามา blend ได้ครับท่าน
    ก็เอา heavy ของเวเนฯ มา blend กับน้ำมันดิบ light sweet ของอเมริกา หรือกับ condensate หรือ naphtha
    ก็เข้าโรงกลั่นอเมริกาได้แล้ว

    จะเห็นว่าไม่ใช่แค่ปริมาณของน้ำมันอย่างเดียว แต่คุณภาพด้วย
    น้ำมันดิบ light น่ะ อเมริกาผลิตเองได้เยอะแล้ว ที่ต้องเอาไว้เผื่อฉุกเฉิน คือ medium หรือ heavy
    ซึ่งเวเนฯ มันใกล้มือมากๆ เลยล่ะครับท่าน

    ใช้เวลาหน่อยหนึ่ง
    สักครึ่งปี หรือสักปี เข้าไปฟื้นฟูแหล่งผลิตในเวเนฯ ก็จะผลิตได้กลับมาแถวๆ 2 ล้านบาร์เรล/วัน เป็นอย่างน้อย (จากปัจจุบันที่ต่ำกว่า 1 ล้านบาร์เรล/วัน)
    เหลือๆ เลย

    อเมริกาต้องเอาเวเนฯ มาอยู่ในอุ้งมือ เผื่อทำสงครามใหญ่?
    แหม ก็ไม่กล้าบอกถึงขั้นนั้น
    แต่ตอนนี้ อิหร่านมีหนาวๆ ร้อนๆ หลังอเมริกาได้เวเนฯ
    อเมริกาคิดจะเปลี่ยนระบอบในเวเนฯ มานาน ... ทำได้แล้ว
    อเมริกาคิดจะเปลี่ยนระบอบในอิหร่านมานาน ... อืมม์
    (แล้วที่เวเนฯ เร็วและง่ายมาก วางแผนขั้นสุดยอด บุกเข้าไปกระชากตัวผู้นำเพียงคนเดียว จบเลย!)
    (ที่อิหร่านบุกไปงั้นคงไม่ง่าย และระบอบที่นั่นเป็นระบอบจริงๆ ของแท้ แค่คนเดียวไม่มีจบ!)

    อเมริกาพร้อมรบอิหร่าน?
    ไม่กล้าคิด

    ผมคิดว่าโอกาสที่รัสเซียจะบุกยูเครน มี 0%
    ผมคิดว่าโอกาสที่อเมริกาจะบุกเวเนฯ มี 1%
    ผิดถนัดทั้งคู่

    โอกาสที่อเมริกาจะบุกอิหร่าน ผมคิดว่าคงไม่ใช่ 0% หรือ 1% แล้ว

    Cr. เดือดทะลักจุดแตก

    https://www.facebook.com/share/1ASL7y4Gdn/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,007
    ค่าพลัง:
    +97,153
    FB_IMG_1767502096751.jpg

    เบื้องหลังปฏิบัติการ 3 มกรา (2026): เมื่อการจับกุม 'มาดูโร' กลายเป็นการประจาน 'เทคโนโลยีจีน' ไปกลายๆ

    หลายคนคงทราบข่าวใหญ่รับต้นปี 2026 เรื่องที่กองทัพสหรัฐอเมริกา บุกเวเนซุเอลาและรวบตัวอดีตประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร ได้สำเร็จ แต่ภายใต้พาดหัวข่าวนั้น มีรายละเอียดที่ลึกซึ้งและเจ็บปวดกว่าแค่การเปลี่ยนขั้วอำนาจธรรมดาๆ

    เพราะวันที่ 3 มกราคม 2026 ไม่ได้ถูกจารึกว่าเป็นจุดจบของเผด็จการคนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่ "ภาพลักษณ์มหาอำนาจของจีน" ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ ทั้งในเกมการทูตและสมรภูมิรบจริง

    "มหามิตร" หรือ "ตัวชี้เป้า"?

    เรื่องราวเริ่มต้นด้วยตลกร้ายที่เจ็บแสบที่สุด นิโคลัส มาดูโร ผู้ซึ่งระวังตัวแจและหลบซ่อนในเงามืดมาตลอด กลับถูกจับได้เพราะการมาเยือนของเพื่อนรักอย่างจีน

    เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนปฏิบัติการจะเริ่ม มาดูโรได้เปิดทำเนียบประธานาธิบดี (Miraflores Palace) ต้อนรับ ชิว เสี่ยวฉี (Qiu Xiaoqi) ทูตพิเศษของ สี จิ้นผิง เพื่อหารือและยืนยันถึง "การสนับสนุนที่มั่นคง" ระหว่างสองชาติ
    แต่หารู้ไม่ว่า การประชุมยาวนาน 3 ชั่วโมงนั้น แทนที่จะเป็นเกราะคุ้มกัน กลับกลายเป็น "สัญญาณไฟขนาดใหญ่" (Beacon) ที่แจ้งพิกัดให้ศัตรูรู้ การรวมตัวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงพร้อมอุปกรณ์สื่อสารจำนวนมากในจุดเดียว ทำให้หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ "ล็อกเป้า" ได้อย่างแม่นยำ 100%

    ทันทีที่คณะทูตจีนแยกย้าย กองทัพสหรัฐฯ ก็เริ่มปฏิบัติการทันที (มีรายงานว่าคณะทูตชุดนี้ยังคงตกค้างอยู่ในเมืองหลวงท่ามกลางความโกลาหล)

    ชาวเน็ตจีนถึงกับเรียกคณะทูตชุดนี้ด้วยความขมขื่นว่าเป็น "คณะทูตงานศพ" (Funeral Delegation) เพราะไปเยี่ยมใคร คนนั้นจุดจบไม่สวย คล้ายกับเหตุการณ์ปี 1999 ที่สถานทูตจีนในเบลเกรดถูกระเบิดเพราะเข้าไปพัวพันในพื้นที่สงคราม เหมือนเป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม แต่ในรูปแบบที่เปลี่ยนไป

    ความพ่ายแพ้ของ "โล่ปักกิ่ง"

    สิ่งที่ทำให้จีนเสียหน้าที่สุดไม่ใช่เรื่องการทูต แต่คือความจริงที่ว่า "อาวุธจีนแพ้ราบคาบเมื่อเจอของจริง"

    เวเนซุเอลาเคยคุยโวว่าตนมีระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ทันสมัยที่สุดในอเมริกาใต้จากการทุ่มงบซื้ออาวุธจีน แต่เมื่อสงครามปะทุขึ้น ผลลัพธ์กลับกลายเป็นหายนะ

    * เรดาร์ตาบอดสนิท: เรดาร์รุ่น JY-27 และ JYL-1 ที่จีนเคลมว่าเป็น "นักฆ่าสเตลธ์" (Stealth Killer) สามารถจับเครื่องบินล่องหนอย่าง F-22 ได้ กลับพ่ายแพ้ต่อสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare) ของสหรัฐฯ อย่างหมดรูป สัญญาณถูกรบกวนจนใช้งานไม่ได้ตั้งแต่ชั่วโมงแรก ก่อนจะถูกขีปนาวุธทำลายทิ้ง

    * สหรัฐอเมริกาเลือกใช้ EA-18G Growler เครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์ เข้าไปรบกวนการตรวจจับของเวเนซูเอลา และส่ง F-22/F-35 เครื่องบินสเตลธ์เข้าไปทำลายระบบการป้องกันทางอากาศที่นำเข้าจากรัสเซีย และจีน เช่น S-300VM, Buk-M2E, และเรดาร์ตระกูล JY

    * ยานเกราะถูกทิ้งร้าง: รถถังสะเทินน้ำสะเทินบกตระกูล VN-16/VN-18 กลายเป็นเพียงเป้านิ่งเมื่อขาดการครองอากาศ ทหารเวเนซุเอลาจำนวนมากเลือกทิ้งรถหนีตายแทนที่จะสู้
    นักการทหารวิเคราะห์ตรงกันว่า นี่คือการประจานให้เห็นว่า อาวุธจีนอาจดูดีแค่ในหน้ากระดาษสเปก แต่ยังขาดขีดความสามารถในการรบแบบเครือข่าย (Network-Centric Warfare) เมื่อต้องเจอกับกองทัพระดับท็อปอย่างสหรัฐฯ

    ข่าวกรองที่เจาะทะลุทุกซอกทุกมุม

    พลเอก "ไรซิน" เคน (General "Raizin" Caine) ผู้บัญชาการปฏิบัติการ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่ทำให้โลกรู้ว่า สหรัฐฯ ไม่ได้แค่ชนะ แต่ "เหนือชั้น" จนน่ากลัว

    * รู้ลึกถึงห้องนอน: สหรัฐฯ ไม่ได้รู้แค่มาดูโรอยู่ที่ไหน แต่รู้ลึกถึงกิจวัตรส่วนตัวว่า "เขากินอะไร, ใส่เสื้อผ้าแบบไหน, เดินทางอย่างไร หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงของเขาอยู่ที่ไหน" นี่เท่ากับเป็นการตบหน้าระบบรักษาความปลอดภัยของจีนว่า "ไม่มีความลับสำหรับสหรัฐฯ"

    * แสนยานุภาพที่ท่วมท้น: ปฏิบัติการนี้ใช้อากาศยานถึง 150 ลำ บุกเข้าน่านฟ้าเวเนซุเอลาโดยที่เรดาร์จีนเตือนภัยไม่ได้แม้แต่น้อย

    * ปิดเกมในพริบตา: เวลา 01:01 น. (หลังงานเลี้ยงเลิก) เฮลิคอปเตอร์สหรัฐฯ ลงจอดและถูกยิงต่อต้าน แต่ด้วยกำลังที่เหนือกว่าอย่างท่วมท้น ทำให้มาดูโรและภรรยาต้องยอมจำนนและถูกคุมตัวทันที
    บทสรุป

    เหตุการณ์ 3 มกราคม 2026 จึงเป็นมากกว่าข่าวการเมือง เพราะมันคือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ว่า "เมื่อมหามิตรกลายเป็นตัวชี้เป้า และอาวุธที่ภูมิใจกลายเป็นเศษเหล็ก" อำนาจของจีนในละตินอเมริกาอาจกำลังถูกสั่นคลอนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษครับ

    ส่วนตัวผมเห็นว่ารอบนี้ ทรัมป์หล่อได้ใจมากๆ และพอยิ่งใช้ข้ออ้างว่า

    1. ตลอดเวลา 25 ปีเวเนซูเอล่า เป็นเหมือน "ระบอบเผด็จการค้ายา" (Narco-dictatorship) ไม่ได้แค่ทำลายเศรษฐกิจ แต่ได้ "ลบชีวิตของคนทั้งตระกูล" หายไป ไม่ว่าจะเป็นงาน, เงินเก็บ, บำนาญ และการลงทุน ทั้งหมดกลายเป็นศูนย์

    2. แถมวิกฤตนี้ทำให้ประชากรถึง 1 ใน 3 ของประเทศ ต้องหนีตาย กลายเป็นการอพยพย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ที่สุดเป็น อันดับ 2 ของโลก (รองจากซีเรียเท่านั้น)

    3. ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองหลายร้อยคนถูกขังลืม และอีกนับพันถูกสังหารเพียงเพราะพูดความจริง

    ทำให้สหรัฐอเมริกาปฏิบัติการข้ามประเทศนี้แบบหล่อๆ ได้ใจทั้งชาวอเมริกัน และชาวเวเนซูเอล่าไปอย่างเนียนๆ แม้ว่าดูลึกๆ แล้วเหตุผลที่แท้จริง อาจจะเป็นการอยากเข้าถึงแหล่งน้ำมันดิบสำรองที่ยังเหลืออยู่ของเวเนซูเอล่า เพื่อความมั่นคงทางพลังงานของสหรัฐอเมริกาเองก็ตาม

    https://www.facebook.com/share/p/184TtJTT2T/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,007
    ค่าพลัง:
    +97,153
    FB_IMG_1767502912829.jpg

    ทัพภาค 2 ชี้ กลยุทธ์เขมร
    “สงบ เชิงการเมือง แต่ ตึง ในเชิงทหาร
    “สงบ เชิงยุทธการ แต่ตึงเชิงความมั่นคง”
    ใช้การ‘หยุดยิง’เป็นฉากบังหน้า
    แต่เบื้องหลัง เดินเกมข่าวกรอง
    เสริมกำลัง สะสมเสบียง ปรับฐานที่มั่น
    ติดโซล่าร์เซลล์-ท่อน้ำ
    ยังใช้โดรนบินตรวจการณ์เป็นระยะ
    ช่องสายตะกู บุรีรัมย์
    และ พบเคลื่อนย้ายกำลังแถวช่องจอม ช่องเปรอ ช่องระยี
    ทหารไทย ขยับเส้นทาง พื้นที่ รวงผึ้ง

    กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) สรุปสถานการณ์ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา 4 มกราคม 2569 ภาพรวมเหตุการณ์วันที่ 3 มค.2569 ว่าในช่วงการหยุดยิง ยังคงอยู่ในภาวะ “สงบ เชิงยุทธการ แต่ตึง เชิงความมั่นคง”

    แต่ยังไม่ปรากฏการปะทะด้วยอาวุธหนัก หรือการตอบโต้โดยตรง หากแต่ทั้ง 2 ฝ่ายยังเดินเกมระมัดระวัง เสริมที่มั่น เตรียมพร้อมกำลัง และจับตาความเคลื่อนไหวกันอย่างใกล้ชิด

    ด้านจังหวัดอุบลราชธานี ยังคงเงียบ แต่ไม่วางใจ

    พื้นที่ช่องบก: ยังไม่พบการปะทะ เจ้าหน้าที่ตรวจพบการเตรียมพร้อมเชิงป้องกันของฝ่ายกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการดัดแปลงที่มั่น ติดตั้งท่อส่งน้ำ และจัดกำลังเฝ้าระวังด้วย อากาศยานไร้คนขับ

    ฝ่ายกัมพูชาติดตามการขุดคูติดต่อ ของฝ่ายไทยในพื้นที่รวงผึ้ง พร้อมบันทึกภาพความเคลื่อนไหว เป็นข้อมูลรายงาน

    จังหวัดศรีสะเกษ แนวพื้นที่ช่องซำแต–โดนตวล–ภูผี–สัตตะโสม–พนมสิทธิโส–ช่องตาเฒ่า ยังไม่พบเหตุปะทะ อยู่ในช่วงเฝ้าระวัง และรักษาแนวที่มั่นเดิม

    พื้นที่ปราสาทพระวิหาร–ผามออีแดง–ห้วยตามาเรีย ตรวจพบการลำเลียงสัมภาระ เสบียง น้ำ และโครงสร้างโลหะ ขึ้นสู่พื้นที่สูง มีรถพยาบาลเข้า-ออก เป็นระยะ พร้อมคำสั่ง ห้ามถ่ายภาพฐานที่ตั้งและการปฏิบัติภารกิจอย่างเด็ดขาด

    พื้นที่ภูมะเขือ–ช่องโดนเอาว์–พลาญยาว–พลาญหินแปดก้อน พบการติดตั้งโครงเหล็กและแผงโซลาร์เซลล์ ใกล้แหล่งน้ำ คาดใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคควบคู่เสริมความมั่นคงของที่ตั้งทางทหาร

    จังหวัดสุรินทร์ พื้นที่ช่องจอม–ช่องเปรอ–ช่องระยี ไม่ปรากฏเหตุการณ์สำคัญ แต่มีรายงานการเคลื่อนย้ายกำลังบางส่วนของฝ่ายกัมพูชาไปยังที่ตั้งใหม่

    พื้นที่ ปราสาทคนา ตรวจพบการ
    กรอกดินใส่กระสอบ เสริมแนวกำบังและหลุมหลบภัยในพื้นที่ส่วนหน้า

    ปราสาทตาควาย เนิน 350 และปราสาทตาเมือนธม ยังไม่พบความเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญ

    จังหวัดบุรีรัมย์ พื้นที่ช่องสายตะกู ตรวจพบหลุมระเบิด จากการสู้รบเดิมหลายจุด โดยมี 3 จุดที่ยังไม่ระเบิด อยู่ระหว่างการกั้นพื้นที่เพื่อรอการทำลาย

    พร้อมกันนี้ ยังพบการใช้โดรนของฝ่ายกัมพูชาบินตรวจการณ์เป็นระยะ

    พื้นที่ส่วนหลัง ฝ่ายกัมพูชายังคงใช้พื้นที่พลเรือนเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการส่งกำลังและการเฝ้าตรวจ และ ติดตามกิจกรรมการปรับปรุงพื้นที่ของฝ่ายไทยในบางจุดอย่างใกล้ชิด

    ภาพรวม ไม่พบการใช้อาวุธหนักหรือการปะทะโดยตรง สถานการณ์ยังอยู่ในห้วงหยุดยิงเชิงยุทธการ แต่ทั้งสองฝ่ายยังเสริมความมั่นคงในที่ตั้ง

    ฝ่ายกัมพูชามุ่งซ่อมแซมบังเกอร์ เพิ่มกำลัง ลำเลียงเสบียง และเข้มงวดการรักษาความลับด้านข่าวสาร

    ส่วน ฝ่ายไทย ยังคงควบคุมพื้นที่และเฝ้าระวังภัยคุกคามแฝง ทั้งทุ่นระเบิดและการสอดแนมด้วย UAV

    ทั้งนี้ การปฏิบัติของฝ่ายกัมพูชาสะท้อนภาพ “สงบ ในเชิงการเมือง แต่ ตึงในเชิงทหาร” ใช้การหยุดยิงเป็นฉากหน้า ขณะเบื้องหลัง ยังเดินเกมข่าวกรอง เสริมกำลัง สะสมเสบียง และปรับปรุงที่มั่น

    ทั้งนี้ การสั่งห้ามถ่ายภาพ คุมข้อมูล และใช้โดรนตรวจการณ์ บ่งชี้ ความกังวลต่อการเปิดเผยที่ตั้งและข้อกล่าวหาละเมิดข้อตกลง โดยในระยะสั้น คาดว่าสถานการณ์จะยังคงอยู่ในลักษณะการเผชิญหน้าเชิงรับต่อไป

    #กองทัพภาค2
    #เขาพระวิหาร
    #หยุดยิง2568
    #กัมพูชาเป็นภัยความมั่นคงของชาติ

    https://www.facebook.com/share/p/182VWtm5yB/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,007
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เมื่อปี 2022 The Economist เคยเตือนว่า การจำกัดภาวะโลกร้อนให้อยู่ที่เพียง 1.5°C เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมไม่น่าเป็นไปได้แล้ว และจากนั้นก็โดนทัวร์ลง นักวิจารณ์กังวลว่าความคิดแบบนี้จะบั่นทอนแรงส่งของการลดคาร์บอน ในเวลานั้น นักทำแบบจำลองภูมิอากาศบางส่วนยังเชื่อว่าเป้าหมาย 1.5°C แม้จะยากมาก แต่ก็พอมีทางทำได้หากรัฐบาลต่าง ๆ เร่งลงมืออย่างรวดเร็ว
    FB_IMG_1767503034435.jpg FB_IMG_1767503038026.jpg
    แต่ผ่านไปสามปี ข้อมูลยืนยันว่าช่วงเวลาแห่งโอกาสนั้นได้ปิดลงแล้ว รายงาน Emissions Gap Report ฉบับล่าสุดของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของการปล่อยมลพิษอย่างไม่หยุดยั้งนับตั้งแต่ปี 2020 ทำให้แม้แต่เส้นทางเชิงทฤษฎีไปสู่เป้าหมาย 1.5°C ก็แทบเป็นไปไม่ได้แล้ว โดยหน่วยงานคาดว่าอุณหภูมิโลกจะเกินเป้าหมาย 1.5°C อย่างน้อย 0.1°C ภายในทศวรรษหน้า

    แม้ประเทศต่าง ๆ จะทำตามคำมั่นด้านสภาพภูมิอากาศระยะใกล้ทั้งหมดได้ครบถ้วน (หรือการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดภายใต้ความตกลงปารีส—Nationally Determined Contributions: NDCs) และทำได้ตามเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (net zero) แบบจำลองก็ยังชี้ว่าโลกกำลังมุ่งไปสู่ภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้นราว 2°C ถึง 3°C

    การคำนวณล่าสุดระบุว่า โลกยังสามารถปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้อีกเพียง 80–130 พันล้านตัน ก่อนจะข้ามเกณฑ์ 1.5°C และเมื่อการปล่อยต่อปีอยู่ที่ประมาณ 40 พันล้านตัน ขีดจำกัดนั้นจะถูกแตะภายในสิ้นทศวรรษนี้

    “ทุกปีที่เราผัดผ่อนการลงมือทำ เราก็กำลังทำให้โอกาสในการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกินสององศาเสี่ยงยิ่งขึ้น” แอนน์ ออลฮอฟฟ์ (Anne Olhoff) ผู้เขียนหลักของรายงานกล่าว

    การคาดการณ์ของ UNEP ชี้ว่า ภายใต้นโยบายสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน อุณหภูมิโลกมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นราว 2.6°C ถึง 3.3°C ในศตวรรษนี้ ช่วงดังกล่าวจะลดลงเหลือ 2.1–2.9°C หากประเทศต่าง ๆ ทำตามคำมั่นด้านสภาพภูมิอากาศของตนได้ และจะลดลงเหลือ 1.8–2.3°C หากสามารถบรรลุการปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ได้ราวช่วงกลางศตวรรษ

    การประเมิน (stocktake) ของกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่ G20 ซึ่งรวมกันคิดเป็น 77% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก เผยให้เห็นเส้นทางด้านสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกันอย่างมาก โดยมี 7 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่กำลังอยู่บนเส้นทางที่จะทำได้ใกล้เคียงกับการบรรลุเป้าหมายสุทธิเป็นศูนย์ภายในช่วงกลางศตวรรษ รวมถึงสหภาพยุโรป (ประเมินในภาพรวมทั้งกลุ่ม) สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย

    การประเมินหลายฉบับในช่วงหลังชี้ว่า การปล่อยก๊าซของจีนมีแนวโน้มจะถึงจุดสูงสุดภายในปีนี้ แทนที่จะเป็นช่วงปลายทศวรรษตามที่เคยเชื่อกัน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวขับเคลื่อนเป็นหลักจากการเติบโตอย่างโดดเด่นของพลังงานหมุนเวียน จีนยังคงเป็นผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่ที่สุดของโลกอย่างทิ้งห่าง แต่ภายใต้นโยบายปัจจุบัน แบบจำลองเริ่มบ่งชี้ว่า การบรรลุสุทธิเป็นศูนย์อาจเป็นไปได้ราวปี 2060 ตรงกันข้าม อินเดียและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซมากเป็นอันดับ 3 และ 6 ของโลกตามลำดับ ยังขาดนโยบายที่จำเป็นในการจำกัด แล้วค่อย ๆ ลดการปล่อยก๊าซลง

    จากนั้นก็มีคำถามเรื่องสหรัฐอเมริกา การคาดการณ์ล่าสุดได้นำปัจจัยการถอนเป้าหมายสุทธิเป็นศูนย์ของสหรัฐฯ มาคำนวณด้วย ซึ่งเพียงอย่างเดียวก็ทำให้ค่าประมาณภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้น 0.1°C แล้ว และการยกเลิกคำมั่นที่ให้ไว้ภายใต้ความตกลงปารีสจะทำให้ค่าประมาณอุณหภูมิเพิ่มขึ้นอีก 0.1°C โยเอรี โรเกลย์ (Joeri Rogelj) นักทำแบบจำลองภูมิอากาศจาก Imperial College London และผู้เขียนหลักอีกรายของรายงาน UNEP กล่าว

    “การคาดการณ์ที่ต่ำลงสำหรับจีนและอีกหลายประเทศ” รายงานระบุ “ถูกหักล้างด้วยการคาดการณ์ที่สูงขึ้นสำหรับสหรัฐอเมริกา”

    ขณะนี้ความสนใจกำลังเปลี่ยนไปอยู่ที่คำถามว่า หลังจากโลกเกินเป้าหมาย 1.5°C แล้วจะเกิดอะไรขึ้น และเราจะสามารถลดอุณหภูมิกลับลงมาได้หรือไม่ การดึงคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศแล้วกักเก็บไว้เช่น ในป่าไม้หรือแหล่งกักเก็บใต้ดินจะเป็นหัวใจของภารกิจนั้น แต่ด้วยค่าใช้จ่ายเท่าไรและสุดท้ายใครต้องแบกรับนั้นเป็นโจทย์ใหญ่

    ตามการศึกษาที่เผยแพร่ในปี 2021 การย้อนกลับภาวะโลกร้อนทุก ๆ 0.1°C จะต้องดึง CO₂ ออกจากบรรยากาศให้ได้ 220 พันล้านตัน ซึ่งเทียบเท่ากับการปล่อยทั่วโลกในปัจจุบันประมาณ 5 ปี แต่ในวันนี้ โลกสามารถดูดซับได้เพียงราว 2 พันล้านตันต่อปีเท่านั้น

    “เราต้องจริงจัง ไม่ใช่แค่กับเทคโนโลยีในการดึงคาร์บอนออกจากบรรยากาศ” ดร. โรเกลย์ (Dr Rogelj) กล่าว “แต่ยังรวมถึงแรงจูงใจทางการเงิน และโครงสร้าง/กลไกที่จะทำให้การดึงคาร์บอนนี้เกิดขึ้นจริงและส่งมอบผลลัพธ์ได้”

    เรียบเรียงจาก The Economist

    https://www.facebook.com/share/p/14UQuyJmkEM/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,007
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รู้หรือไม่นอกจากตาอมแล้วยังมี ตาดี แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ของเขมรที่กองทัพสยามต้องหวาดกลัวจนขนตูดสั่นระริกกันเลยทีเดียว

    លោកតាឌី นายตาดี ตามตำนานของเขมร( ซึ่งเข้าใจว่า จะเป็นตํานานประวัติศาสตร์เชิงสแกมเมอร์) เป็นแม่ทัพเขมรที่มีชีวิตในช่วงหลังยุคพระนครได้รับหน้าที่ในการปกป้องปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบจากการรุกรานของสยาม

    ในการรบครั้งหนึ่งตาดีได้ต่อสู้กับทหารสยามอย่างกล้าหาญแต่ก็ยังไม่สามารถต้านทานกองทัพสยามได้

    ตาดีจึงมาพักอาศัยที่ชะง่อนผาที่เขาพระวิหารกับครอบครัว(ฝึกวิทยายุทธ) เสร็จแล้วก็รวบรวมสมัครพรรคพวกของทัพเขมรบุกตีทหารสยามอีกครั้งแต่ก็ไม่สามารถทำลายกองทัพสยามได้

    ตาดีผู้ซึ่งเรียนรู้วิชาอาคมจึงเสียสละครั้งสุดท้าย กระโดดหน้าผาบริเวณปลายสุดของเขาพระวิหาร เพื่อ ฆตต. ที่ต้องทำแบบนั้นก็เพราะว่า ตาดีต้องการที่จะไปเรียกกองทัพผีจากยมโลกให้มาต่อสู้และทำลายทหารสยาม

    จนกองทัพสยามต้องหวั่นเกรงจนขนตูดสั่นเลยทีเดียว

    และจุดที่ตาดีกระโดดลงหน้าผาไป ตรงนั้นมีชื่อเรียกว่า เป้ยตาดี หรือชะง่อนผาของตาดี ก็อยู่ปลายสุดหน้าผาตรงเขาพระวิหาร

    ผู้คนเขมรก็ยังมีการไปสักการะถึงตาดีอยู่ตลอด และได้นำลำไม้ไผ่วางค้ำหินแถวนั้น เพราะเชื่อว่าในอดีตเวลาตาดีไปไหนก็จะนำลำไม้ไผ่ติดตัวไปด้วย แม้แต่ตอนที่กระโดดผาเพื่อที่จะไปเรียกกองทัพผียังเอาไม้ไผ่ติดตัวไปด้วย (หรือไม้ไผ่ที่ว่าคือ บ้อง เอาไว้ดูด กช.?)

    คนเขมรเองไหว้ตาดีขอพรทุกอย่าง ร่ำรวยโชคลาภ หายจากเจ็บไข้ และหนึ่งในพรนั้นก็คือ ขอให้ทหารเขมรปลอดภัย รวมไปจนถึงขอให้ทำลายกองทัพสยาม

    เพื่อเป็นการสืบสานตํานานความกล้าหาญของตาดี ผู้ว่าจังหวัดพระวิหารและประชาชน ร่วมกันสร้าง อนุสาวรีย์ตาดีขึ้นที่ พิกัด 13.7668633, 104.9767923
    และมีพิธีเปิด ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2012

    เสียดายที่ทางเขมรไปสร้างอนุสาวรีย์ตาดี ลึกเข้าไปในดินแดนเขมรหลายสิบกิโล มันไกลไปที่ทหารไทยจะเกิดอุบัติเหตุปืนใหญ่ลั่นไปโดนอนุสาวรีย์นี้

    ถ้ามาสร้างอยู่ตรงเป้ยตาดี หรือปลายสุดของปราสาทพระวิหาร คงไม่รอดโดนทหารไทยยิงทำลายไปละ แต่ก็อย่างว่าตรงนั้นเป็นพื้นที่มรดกโลกกัมพูชาไม่สามารถที่จะสร้างอนุสาวรีย์ตาดีได้เพราะขัดกฎเกณฑ์

    ในส่วนตัวผมถ้าทางกัมพูชาสามารถสร้างอนุสาวรีย์บนเขาพระวิหารได้ ทางกัมพูชาคงจะสร้างอนุสาวรีย์ตาดีไปนานแล้ว

    นอกจากตาอมยังมีตาดี ความเชื่อประวัติศาสตร์แสกมโบเดีย
    ตอนไปเรียกกองทัพผีมาสู้กับทหารสยามยังกับได้แรงบันดาลใจจากหนัง The lord of the ring ตอนที่อารากอนเรียกกองทัพผี (Army of the Dead) มาช่วยรบที่เมืองสำคัญคือ มินัสทิริธ (Minas Tirith) เลยทีเดียว

    FB_IMG_1767503685640.jpg FB_IMG_1767503688718.jpg FB_IMG_1767503695266.jpg
    Cr.
    https://www.facebook.com/share/p/1CJuxuvRo3/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,007
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ความพยายามสร้างบันไดเชือกขึ้นหน้าผาของทหารเขมร ความทะเยอทะยานและมุ่งมั่นที่จะมาเผชิญหน้ากับทหารไทย

    คลิปนี้เป็นการเสริมกำลังของทหารเขมรหรือไม่ก็ไม่ทราบ เมื่อวานผมเจอคลิปนี้จากทหารเขมรคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในแนวรบตาควาย (เข้าใจว่าถอนออกไปจากแถบตาควายแล้ว) โพสต์คลิปนี้เมื่อวานนี้เอง

    ก็บอกยากว่าเป็นคลิปก่อนปะทะล่าสุดหรือหลังปะทะ ตัดสินยากอาจจะก่อนปะทะเพราะป่าดูเขียวเหมือนหมดฝนไปไม่นาน หรืออาจจะหลังปะทะเพราะเส้นทางหลายหลักหลายเส้นทางมีทหารไทยเฝ้าตรวจดูอยู่ตลอด ทหารเขมรเลยต้องทำบันไดเชือกแบบนี้ในการปีนป่าย

    จะก่อนหรือหลังก็ว่ากันไป แต่เรื่องที่น่าสนใจของคลิปนี้จริงๆแล้วมันอยู่ที่ความพยายามของทหารเขมร ที่ขนาดมันไม่มีทางจะเดินปีนขึ้น มันยังทำบันไดเชือกในการไต่ขึ้นลงเขา

    อย่างที่ผมพูดไว้ตลอดว่า ถ้ามันเอาความพยายามที่จะอยากขึ้นมาที่สูง มาเอาแผ่นดินไทย(ซึ่งดูแล้วมันมีความพยายามสูงมาก) ถ้าความพยายามนั้นเอาไปใช้ให้ถูกเรื่องถูกที่ถูกทางในการพัฒนาประเทศมันเอง ประเทศมันคงพัฒนามากครับ

    ถ้าเขมรยังมีพฤติกรรมและความพยายามทะเยอทะยานแบบนี้ ผมว่าในอนาคตไม่พ้นก็ต้องรบกันอีกไม่ช้าก็เร็ว

    https://www.facebook.com/share/r/14RBiKVnBTR/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • Q.mp4
      ขนาดไฟล์:
      2.7 MB
      เปิดดู:
      36
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,007
    ค่าพลัง:
    +97,153
    FB_IMG_1767519604141.jpg
    ชาวเน็ตแห่แชร์คลิปไวรัลที่ทำเอาชาวกัมพูชาถึงกับสะดุ้ง เมื่อ "Sadhguru" กูรูโยคะชื่อดังระดับโลกชาวอินเดีย ออกมาพูดชัดเจนในคลิปว่า กษัตริย์ชาวทมิฬนาดูทางอินเดียใต้ เป็นผู้สร้างนครวัด และถึงเวลาที่ชาวอินเดียต้องรู้ว่ามีของดีอยู่นอกประเทศ, งานนี้ทำเอาชาวเขมรที่เคยอวยชาวอินเดียก่อนหน้านี้ถึงกับหน้าแตก เพราะคนอินเดียที่ไปเที่ยวนครวัด ไม่ได้แค่ไปชมความงาม แต่ไปเพราะคิดว่าเป็นสมบัติของชาติตนเอง ยังไม่จบแค่นั้น มีข้อมูลย้อนหลังระบุว่าเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2555 เคยมีข่าวใหญ่ว่ากองทุนทางความเชื่อของอินเดียประกาศจะก๊อปปี้ "นครวัด" ไปสร้างใหม่ริมแม่น้ำคงคา รัฐพิหาร, โดยวางแผนให้ใหญ่กว่าและใหม่อลังการกว่าของจริงที่กัมพูชาเสียอีก เพื่อให้เป็นวัดฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในโลก, ทำเอาทางการกัมพูชาและชาวบ้านโกรธจัด เพราะมองว่านครวัดเป็นจิตวิญญาณและสัญลักษณ์บนธงชาติ จะมาลอกเลียนแบบกันดื้อๆ ไม่ได้ บางคนถึงกับกลัวว่าถ้านครวัดจำลองสร้างเสร็จ นักท่องเที่ยวจะหนีไปอินเดียกันหมด

    เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม ที่ผ่านมา บรรยากาศที่ด่านชายแดนบ้านผักกาด จังหวัดจันทบุรี คึกคักเป็นพิเศษ เมื่อทางการไทยตัดสินใจปล่อยตัวเชลยศึกทหารกัมพูชาจำนวน 18 นาย กลับประเทศ หลังจากถูกควบคุมตัวไว้นานถึง 5 เดือน โดยมี พลโท มาลี โสเจียตา โฆษกกลาโหมกัมพูชา มารอรับถึงที่ พร้อมขอบคุณไทยที่ดูแลและส่งกลับตามหลักมนุษยธรรม หวังฟื้นฟูความสัมพันธ์สองประเทศ แต่เดี๋ยวก่อน! เรื่องนี้อาจไม่จบสวยอย่างที่คิด เพราะ พลโท นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตบิ๊ก ศรภ. ออกมาวิเคราะห์แบบฟันธงว่า พอกลับไปถึงมือ "ฮุนเซน" แล้ว ทหารเหล่านี้อาจจะเจอใบสั่งให้ท่องบทโกหกเพื่อใส่ร้ายไทยออกสื่อ ถ้าใครยอมทำตามบทก็จะได้รับการเชิดชูเป็นฮีโร่ (แต่สุขสบายได้ไม่เกินเดือน) ส่วนใครแข็งข้อไม่ยอมพูดตามบท เตรียมตัวเข้าคุกทหารได้เลย เพราะฮุนเซนต้องการใช้เรื่องนี้ลดกระแสต่อต้านในประเทศตัวเองเท่านั้น
    https://www.facebook.com/share/1Duow76Qt6/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,007
    ค่าพลัง:
    +97,153
    งูสวัดพุ่งไม่หยุด ผู้สูงวัย 74 ปีเผยบทเรียนชีวิต ป่วยหนักจนเส้นประสาทถูกทำลาย แพทย์เตือนรีบพบแพทย์ตั้งแต่แรก

    4 มกราคม 2569 #งูสวัด (Herpes Zoster)ถูกมองว่าเป็น “ผื่นปวดธรรมดา” ได้กลายเป็นหนึ่งใน #โรคที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะใน #ผู้สูงอายุ และ #ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง หลังมีรายงานผู้ป่วยรายล่าสุดที่เกือบต้องเผชิญกับ #ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ถึงระดับ #เส้นประสาทถูกทำลาย
    .
    รายงานจากแพทย์ผู้ดูแลระบุว่า ผู้ป่วยรายนี้เป็นชายวัย 74 ปี ซึ่งเริ่มจากมีผื่นและปวดแสบปวดร้อนตามแนวเส้นประสาท ก่อนอาการลุกลามจน กระทบต่อระบบประสาทและแก้วหู เพราะการพบแพทย์ล่าช้า ทำให้ไวรัสงูสวัดโจมตีเส้นประสาทอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปวดเรื้อรัง และมีความผิดปกติการรับรู้เสียงบางด้าน
    .
    สถิติและกลุ่มเสี่ยงที่ต้องรู้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า #โรคงูสวัด พบได้บ่อยในกลุ่มเสี่ยงดังนี้
    - ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป
    - ผู้ที่มี โรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันสูง หรือภูมิคุ้มกันต่ำ
    - ผู้ที่มี ความเครียดสูง / พักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง

    จากข้อมูลสาธารณสุขในปีล่าสุด (จนถึงไตรมาส 4 ของปี 2568) พบว่า
    - อัตราการป่วยงูสวัดในผู้สูงอายุมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
    - ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและเข้ารักษาในโรงพยาบาล มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่า ร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
    - ผู้ป่วยบางรายที่มาพบแพทย์ช้า มีโอกาสเกิด #ภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง นานหลายเดือนถึงหลายปี
    .
    อาการแทรกซ้อนที่น่ากลัวกว่า “ผื่น”
    แพทย์เตือนว่า งูสวัดไม่ได้มีแค่ผื่นและปวดเท่านั้น อย่างกรณีของผู้สูงอายุรายนี้ ที่พบว่า…

    - อาการปวดหลังหายผื่น ยังคงอยู่นานนับเดือน–นับปี
    - บางรายมี การสูญเสียการได้ยิน
    - บางรายใบหน้า ชา–อ่อนแรงบางด้าน
    - ปวดร้าวเป็นเส้นตามแนวเส้นประสาท

    ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากไวรัสที่ โจมตีเส้นประสาทโดยตรง เมื่อไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
    .
    วัคซีนงูสวัด: ทางเลือกป้องกันที่คุ้มกว่า
    แพทย์ย้ำว่า วัคซีนงูสวัด เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคและภาวะแทรกซ้อน

    แนะนำฉีด 2 เข็ม ห่างกันประมาณ 3 เดือน
    ค่าใช้จ่ายอยู่ที่หลัก หมื่นต้น ๆ ต่อคอร์ส
    ซึ่งเมื่อเทียบกับ ค่ารักษาพยาบาลเมื่อป่วยจริง อาจสูงถึง หลักแสนถึงหลักล้านบาท ขึ้นอยู่กับภาวะแทรกซ้อนและการดูแลรักษาที่ต้องใช้เวลานาน
    .
    คำแนะนำสำคัญจากแพทย์

    - รู้ทันอาการแรกเริ่ม — หากพบผื่น ปวดแสบร้อน ควรรีบพบแพทย์ทันที
    - ห้ามปล่อยให้ผื่นทิ้งไว้นานโดยไม่รักษา
    - ผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงควร ปรึกษาแพทย์เรื่องวัคซีนงูสวัด ตั้งแต่เนิ่น ๆ

    ผู้เชี่ยวชาญกล่าวสรุปว่า “การเข้าใจโรคจากสาเหตุ การรีบพบแพทย์ตั้งแต่แรก และการป้องกันด้วยวัคซีน จะช่วยลดความทุกข์ทรมานและลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/1A73By3suc/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,007
    ค่าพลัง:
    +97,153
    คำฟ้องของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ที่เพิ่งเปิดเผยออกมา กล่าวหาประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา ที่ถูกจับกุม ว่า
    1) บริหาร “รัฐบาลที่ทุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย” โดยอาศัยปฏิบัติการค้ายาเสพติดขนาดใหญ่ที่ส่งโคเคนหลายพันตันเข้าสู่สหรัฐฯ

    2) การจับกุมมาดูโรและภรรยาในการปฏิบัติการทางทหารที่น่าตกใจเมื่อเช้าวันเสาร์ในเวเนซุเอลา เป็นการปูทางไปสู่บททดสอบครั้งสำคัญสำหรับอัยการสหรัฐฯ ในการพยายามเอาผิดผู้นำที่ครองอำนาจมายาวนานของประเทศในอเมริกาใต้ที่ร่ำรวยน้ำมันแห่งนี้ในศาลแมนฮัตตัน

    3) แพม บอนดี อัยการสูงสุด กล่าวในโพสต์บน X ว่า มาดูโรและภรรยา “จะเผชิญกับความพิโรธอย่างเต็มที่ของกระบวนการยุติธรรมของอเมริกาบนแผ่นดินอเมริกาในศาลอเมริกาในไม่ช้า”

    ต่อไปนี้คือรายละเอียดข้อกล่าวหาและข้อหาที่มาดูโรเผชิญ

    4) มาดูโรถูกตั้งข้อหาร่วมกับภรรยา ลูกชาย และอีก 3 คน โดยถูกฟ้องใน 4 ข้อหา ได้แก่
    4.1 การสมคบคิดก่อการร้ายยาเสพติด
    4.2 การสมคบคิดนำเข้าโคเคน
    4.3 การครอบครองปืนกลและอุปกรณ์ทำลายล้าง
    4.4 การสมคบคิดเพื่อครอบครองปืนกลและอุปกรณ์ทำลายล้าง

    5) มาดูโรเผชิญข้อกล่าวหาเดียวกันกับที่เคยถูกฟ้องร้องในศาลรัฐบาลกลางแมนฮัตตันเมื่อปี 2020 ในสมัยประธานาธิบดีทรัมป์สมัยแรก คำฟ้องใหม่ที่เปิดเผยเมื่อวันเสาร์ ซึ่งเพิ่มข้อกล่าวหาต่อภรรยาของมาดูโรด้วยนั้น ถูกยื่นฟ้องแบบปิดลับในศาลเขตทางใต้ของนิวยอร์กก่อนวันคริสต์มาสเล็กน้อย

    6) ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามาดูโรและภรรยาของเขา ซิเลีย ฟลอเรส จะปรากฏตัวต่อศาลในแมนฮัตตันเมื่อใด

    7) วิดีโอที่โพสต์เมื่อคืนวันเสาร์บนโซเชียลมีเดียโดยบัญชีของทำเนียบขาว แสดงให้เห็นมาดูโรยิ้มแย้มขณะถูกนำตัวผ่านสำนักงานปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐฯ ในนิวยอร์กโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสองคนจับแขนเขาไว้ คาดว่าเขาจะถูกควบคุมตัวเพื่อรอการพิจารณาคดีในเรือนจำรัฐบาลกลางในบรูคลิน

    8. คำฟ้องกล่าวหาว่ามาดูโรได้ร่วมมือกับ “กลุ่มผู้ค้ายาเสพติดและผู้ก่อการร้ายยาเสพติดที่โหดเหี้ยมและมีเครือข่ายกว้างขวางที่สุดในโลก” เพื่ออำนวยความสะดวกในการลำเลียงโคเคนหลายพันตันเข้าสู่สหรัฐอเมริกา

    9) ทางการกล่าวหาว่าองค์กรค้ายาเสพติดที่มีอำนาจและใช้ความรุนแรง เช่น กลุ่ม “ซิโนโลอา” และ แก๊ง “เทรน เดอ อารากัว” ทำงานโดยตรงกับรัฐบาลเวเนซุเอลา แล้วส่งผลกำไรให้กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองพวกเขาเป็นการแลกเปลี่ยน

    10) คำฟ้องระบุว่า มาดูโรปล่อยให้ “การทุจริตที่ขับเคลื่อนด้วยโคเคนเฟื่องฟูเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง เพื่อผลประโยชน์ของสมาชิกในระบอบการปกครองของเขา และเพื่อผลประโยชน์ของสมาชิกในครอบครัวของเขา”

    11) ทางการสหรัฐฯ กล่าวหาว่ามาดูโรและครอบครัว “ให้การคุ้มครองทางกฎหมายและการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์” แก่กลุ่มค้ายาเสพติดที่เคลื่อนย้ายยาเสพติดไปทั่วภูมิภาค ส่งผลให้มีการลักลอบขนโคเคนผ่านเวเนซุเอลามากถึง 250 ตันต่อปีภายในปี 2020 ตามคำฟ้อง ยาเสพติดถูกขนส่งโดยเรือเร็ว เรือประมง และเรือบรรทุกสินค้า หรือโดยเครื่องบินจากสนามบินลับ คำฟ้องระบุ

    12) คำฟ้องระบุว่า “วงจรการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ของเวเนซุเอลาและครอบครัวร่ำรวย ขณะเดียวกันก็เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มผู้ก่อการร้ายยาเสพติดที่ใช้ความรุนแรง ซึ่งปฏิบัติการอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายในดินแดนเวเนซุเอลา และช่วยผลิต ปกป้อง และขนส่งโคเคนหลายตันไปยังสหรัฐอเมริกา”

    13) สหรัฐฯ กล่าวหามาดูโรและภรรยาว่าสั่งการลักพาตัว ทำร้ายร่างกาย และฆาตกรรม “ผู้ที่ติดหนี้ค่ายาเสพติดหรือบ่อนทำลายการค้ายาเสพติดของพวกเขา” ซึ่งรวมถึงการฆ่าหัวหน้าแก๊งค้ายาเสพติดในท้องถิ่นในกรุงการากัสด้วย ตามคำฟ้อง

    14) ในสายตาของสหรัฐฯ เวเนซุเอลาไม่ได้เป็นเพียงรัฐบาลที่บริหารล้มเหลว หากแต่เป็นพื้นที่ที่อาชญากรรมข้ามชาติฝังรากลึก ทั้งขบวนการค้ายาเสพติด การฟอกเงิน และเครือข่ายติดอาวุธที่

    15) ภรรยาของมาดูโรถูกกล่าวหาว่ารับสินบนหลายแสนดอลลาร์ในปี 2550 เพื่อจัดให้มีการพบปะกันระหว่าง “ผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่” กับผู้อำนวยการสำนักงานปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติของเวเนซุเอลา ในข้อตกลงที่ทุจริต ผู้ค้ายาเสพติดตกลงที่จะจ่ายสินบนรายเดือนให้กับผู้อำนวยการสำนักงานปราบปรามยาเสพติด รวมถึงเงินประมาณ 100,000 ดอลลาร์สำหรับเที่ยวบินขนส่งโคเคนแต่ละเที่ยว “เพื่อรับประกันความปลอดภัยในการเดินทางของเที่ยวบิน” เงินบางส่วนนั้นตกไปอยู่ในมือของภรรยาของมาดูโร ตามที่ระบุในคำฟ้อง

    16) หลานชายของภรรยามาดูโรถูกบันทึกเสียงในระหว่างการประชุมกับแหล่งข่าวลับของรัฐบาลสหรัฐฯ ในปี 2558 โดยตกลงที่จะส่ง “โคเคนหลายร้อยกิโลกรัม” จาก “โรงเก็บเครื่องบินของประธานาธิบดี” ของมาดูโรที่สนามบินแห่งหนึ่งในเวเนซุเอลา

    17) ในระหว่างการประชุมที่บันทึกเสียง หลานชายทั้งสองอธิบายว่า “พวกเขากำลังทำสงครามกับสหรัฐอเมริกา” ตามที่ระบุในคำฟ้อง ทั้งคู่ถูกตัดสินจำคุก 18 ปีในปี 2017 ในข้อหาสมคบคิดกันลักลอบนำโคเคนจำนวนมากเข้าสหรัฐฯ ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวในปี 2022 ในฐานะส่วนหนึ่งของการแลกเปลี่ยนนักโทษกับชาวอเมริกันที่ถูกจำคุก 7 คน

    18) ระหว่างการแถลงข่าว รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ และแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม ได้กล่าวถึงปฏิบัติการทางทหารที่จับกุมมาดูโรและภรรยาว่าเป็นปฏิบัติการที่ดำเนินการในนามของกระทรวงยุติธรรม เคนกล่าวว่าปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้น “ตามคำขอของกระทรวงยุติธรรม”

    19) รูบิโอ เมื่อตอบคำถามเกี่ยวกับว่ารัฐสภาได้รับแจ้งหรือไม่ กล่าวว่าการบุกจับกุมคู่สามีภรรยาของสหรัฐฯ นั้น “โดยพื้นฐานแล้วเป็นหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมาย” และเสริมว่าเป็นกรณีที่ “กระทรวงกลาโหมให้การสนับสนุนกระทรวงยุติธรรม”

    20) เขาเรียกมาดูโรว่า “ผู้หลบหนีจากกระบวนการยุติธรรมของอเมริกาที่มีรางวัลนำจับ 50 ล้านดอลลาร์”

    Cr.
    https://www.facebook.com/share/1FrhYRoUk8/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,007
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "เหมาไถ" วิกฤต ราคาเหล้าดิ่ง 60% โรงกลั่นหยุดผลิต-รอวันฟื้นตัวปี 2570

    เมืองเหมาไถ มณฑลกุ้ยโจว ที่ได้ชื่อว่าเป็น " #เมืองแห่งสุราอันดับหนึ่งของจีน " กำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัวอย่างหนักในปี 2568 หลังอุตสาหกรรม #เหล้าเหมาไถ (เหล้าขาวเกรดพรีเมียม) เข้าสู่ช่วงปรับฐานเชิงลึก ส่งผลให้ร้านค้าเงียบเหงา ราคาขายดิ่งลงอย่างมาก และโรงกลั่นหลายแห่งตัดสินใจหยุดการผลิตเพื่อลดภาระขาดทุน

    จากการลงพื้นที่สำรวจในเดือนธันวาคม 2568 พบว่าเมืองเหมาไถ ในเมืองเหรินหวย มณฑลกุ้ยโจว ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทเจ้าตลาดอย่าง กุ้ยโจว เหมาไถ (Guizhou Moutai) มีสภาพเงียบเหงาลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับปี 2564 และ 2566 ร้านค้าตลอดสองฝั่งแม่น้ำชื่อสุ่ย พากันปิดตัวลงหรือติดป้ายประกาศเช่า ขณะที่ร้านที่ยังเปิดอยู่แทบไม่มีลูกค้าเข้าใช้บริการ

    ผู้ประกอบการในพื้นที่ระบุว่า ยอดขายในปีนี้ลดลงประมาณ 1 ใน 4 ถึง 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่ราคาผลิตภัณฑ์เหล้าขาวมีการปรับลดลงตั้งแต่ 10% ไปจนถึงกว่า 60% แม้แต่ "เฟยเทียน เหมาไถ" (Feitian Moutai) ซึ่งเป็นสินค้าเรือธงที่เคยมีราคาสูงกว่าราคาป้าย 1,499 หยวน (ประมาณ 7,100 บาท) ปัจจุบันราคาในตลาดขยับลงมาใกล้เคียงราคาป้ายมากขึ้นเรื่อย ๆ จนส่วนต่างกำไรแทบไม่เหลือ

    ด้านการผลิตได้รับผลกระทบไม่แพ้กัน โรงกลั่นหลายแห่งตัดสินใจ "หยุดพัก" การใส่เชื้อสุราในปีนี้ เนื่องจากต้นทุนการผลิตต่อบ่อสุราสูงถึงปีละ 300,000 หยวน (ประมาณ 1.42 ล้านบาท) หากเดินเครื่องเต็มสูบอาจต้องใช้เงินทุนสูงกว่า 100 ล้านหยวน (ประมาณ 475 ล้านบาท) ท่ามกลางภาวะตลาดที่สินค้าล้นสต็อก

    ข้อมูลระบุว่าจากโรงกลั่นกว่า 800 แห่งในเมืองเหมาไถ มีเพียงประมาณครึ่งหนึ่งที่ยังคงดำเนินการผลิตอยู่ และส่วนใหญ่เป็นการลดขนาดการผลิตลง โดยเปิดใช้งานบ่อสุราเพียง 1 ใน 6 หรือ 1 ใน 3 ของทั้งหมดเท่านั้น นอกจากนี้ ค่าเช่าบ่อสุราที่เคยสูงถึงปีละ 40,000 - 60,000 หยวน (ประมาณ 1.9 - 2.8 แสนบาท) ปัจจุบันบางแห่งถึงขั้นเปิดให้เช่าเพียงเพื่อให้เครื่องจักรและระบบนิเวศในบ่อสุรายังคงทำงานต่อไปได้

    ภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยยังส่งผลให้การประเมินมูลค่าสุราเพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้มีความเข้มงวดมากขึ้น โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและพาณิชย์เหมาไถ (Maotai Rural Commercial Bank) สาขาเหมาไถ ระบุว่าการประเมินมูลค่าสุราในปีนี้ปรับลดลงเหลือเพียง 18-23 หยวน (ประมาณ 85-110 บาท) และพิจารณาจากคุณภาพเนื้อเหล้าเท่านั้น ไม่รวมมูลค่าแบรนด์หรือปีที่บ่ม

    อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการบางส่วนยังคงมีมุมมองเชิงบวก โดยเชื่อว่าอุตสาหกรรมเหล้าขาวกำลังอยู่ในช่วง "ก้นเหว" ของวัฏจักร และคาดการณ์ว่าตลาดจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งในปี 2570 เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคและการให้ของขวัญในสังคมจีนยังคงมีความต้องการสุราคุณภาพสูงอยู่

    ที่มา: สำนักข่าวหงซิง (Hongxing News)

    https://www.facebook.com/share/1Q3LkknHyZ/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,007
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เพ็ญ โบนา โฆษกกระทรวงปลาเหยี่ยน ออกแถลงนโยบาย 4 ประการ ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาพรมแดนกับประเทศไทยอย่างสันติ และเป็นธรรมในอนาคต

    แปล : กัมพูชายืนหยัดอย่างมั่นคง ในการปกป้องเส้นเขตแดนระหว่างประเทศกัมพูชา-ไทย ที่กำหนดโดยคณะกรรมการเขตแดนอินโดจีน-สยาม โดยเคารพหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ หลักการเส้นเขตแดนที่ไม่เปลี่ยนแปลง (Uti Possidetis Juris) เคารพอนุสัญญาฝรั่งเศส-สยาม แผนที่และบันทึกการกำหนดเขตแดนของคณะกรรมการเขตแดนอินโดจีน-สยาม ตลอดจนข้อตกลงและเอกสารที่เกี่ยวข้องที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันไว้ในอดีต และขอเน้นย้ำอีกครั้งว่า กัมพูชาไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในเส้นเขตแดนที่เกิดจากการใช้กำลัง

    ประการที่ 1 : ท่าทีทางการทูตที่ชัดเจน และความรอบคอบของผู้นำของเราตั้งแต่สมัยจอมพล สมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา จนถึงรัชสมัยอันทรงคุณค่าของพลเอก สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแณต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาคนปัจจุบัน "ไม่เคยเปลี่ยนแปลง" คือการแก้ไขปัญหาโดยใช้กลไกทางการทูตบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ ทางเลือกทางการทูตที่อ่อนโยนแต่หนักแน่นนี้ ได้รับการใช้มาอย่างแข็งขัน และสิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือท่าทีทางการทูตในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับประเทศเพื่อนบ้านและทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีของประชาคมระหว่างประเทศอย่างสมบูรณ์

    ประการที่ 2 : อธิปไตยและบูรณภาพดินแดนของกัมพูชา มีพื้นฐานที่ชัดเจนและมั่นคง ซึ่งได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากพรมแดนระหว่างกัมพูชาและไทยเป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศที่กำหนดโดยคณะกรรมาธิการเขตแดนอินโดจีน-สยาม ตามหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ หลักการเส้นแบ่งเขตแดนที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ (Uti Possidetis Juris) ซึ่งอิงตามอนุสัญญา สนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม แผนที่และบันทึกการกำหนดเขตแดนของคณะกรรมาธิการเขตแดนอินโดจีน-สยาม ตลอดจนข้อตกลงและเอกสารที่เกี่ยวข้องที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้ตกลงกันไว้ในอดีต นี่คือพื้นฐานที่แข็งแกร่งและชัดเจนในการปกป้องอธิปไตยกัมพูชา และบูรณภาพดินแดนของชาติ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ากัมพูชามีรากฐานที่มั่นคงซึ่งได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ไม่มีใครสามารถละเมิดได้

    ประการที่ 3 : จากปฏิกิริยาของประเทศต่าง ๆ รวมถึงมหาอำนาจและสหประชาชาติ ต่างแสดงการสนับสนุนการแก้ปัญหาอย่างสันติบนพื้นฐานของกฎหมาย เพื่อสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศ (กัมพูชา-ไทย) ตลอดจนรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคทั้งหมด อาจกล่าวได้ว่าประชาคมระหว่างประเทศสนับสนุนจุดยืนของกัมพูชา นี่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจุดยืนทางการเมืองและการทูตของรัฐบาลกัมพูชาและผู้นำของเรานั้นถูกต้องและได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากประชาคมระหว่างประเทศ

    ประการที่ 4 : แรงผลักดันที่แข็งแกร่งและทรงพลังที่สุดในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพดินแดนของกัมพูชา ซึ่งกำลังพุ่งพล่านราวกับเขื่อนแตกในขณะนี้ คือความสามัคคีของชาติเขมรที่เข้มแข็งในหมู่ประชาชนของเราทั้งในและต่างประเทศ

    ในจุดนี้ ผู้นำของเราทั้งจอมพล สมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุน เซน ประธานวุฒิสภา และพลเอก สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแณต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้แสดงความภาคภูมิใจและความชื่นชมอย่างสุดซึ้งต่อความรักชาติที่เข้มแข็งและแน่วแน่ของพระสงฆ์ ข้าราชการ ทหารผู้กล้าหาญ และตำรวจแห่งชาติผู้กล้าหาญ ตลอดจนประชาชนทั้งในและต่างประเทศ ในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพดินแดนจากการรุกรานและการยึดครองทางทหารของกองทัพไทย นี่คือแรงผลักดันที่สำคัญและยิ่งใหญ่ในการปกป้องดินแดนของเรา

    กล่าวโดยสรุป ปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการปกป้องอธิปไตยกัมพูชา และบูรณภาพดินแดนของชาติ บนพื้นฐานของการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศนั้น "อยู่ในมือของเราแล้ว" นั่นคือ นโยบายการทูตที่ถูกต้องและกระตือรือร้นของรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เรายังมีเอกสารที่แข็งแกร่ง ซึ่งได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นรากฐานที่มั่นคงของกัมพูชา ประชาคมระหว่างประเทศก็สนับสนุนจุดยืนของรัฐบาลราชอาณาจักรเช่นกัน นอกจากนี้เรายังมีพลังแห่งความสามัคคีของชาติที่เข้มแข็ง เนื่องจากกัมพูชาและไทยได้ตกลงที่จะใช้กลไกที่มีอยู่และบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาพรมแดน ดังที่ระบุไว้ในข้อ 3 ของแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2025 ดังนั้น เส้นทางที่เรากำลังดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาพรมแดนระหว่างกัมพูชาและไทยอย่างสันติโดยสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ จึงเป็นเส้นทางที่เราควรมีความหวังอย่างยิ่ง

    สุดท้ายนี้ ในนามโฆษกของรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ขอเรียนให้พี่น้องร่วมชาติทราบว่า ผู้ที่ต้องการยึดครองดินแดนของเรา (ไทย) กำลังใช้ทุกวิถีทางเพื่อทำลายความสามัคคีอันแข็งแกร่งของชาติเรา เพราะพวกเขาเข้าใจว่าการทำลายความสามัคคีอันแข็งแกร่งนี้ จะทำให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายในการละเมิดและยึดครองดินแดนของเราได้ง่ายขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็มีกลุ่มต่อต้านหัวรุนแรงชาวกัมพูชาจำนวนหนึ่งที่อาศัยอยู่ต่างประเทศ (ฝ่ายค้าน) ซึ่งได้ให้ความช่วยเหลืออย่างแข็งขันในการทำสงครามจิตวิทยาแก่ประเทศไทย ที่กำลังละเมิดและยึดครองดินแดนกัมพูชา

    แต่โชคดีที่พี่น้องร่วมชาติของเราสามารถแยกแยะความดีและความชั่ว ขาวและดำได้ และปฏิเสธสงครามจิตวิทยาที่ชั่วร้ายนี้โดยอัตโนมัติ โปรดจำไว้ว่า ความสามัคคีของชาติในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่เราต้องใช้ในขั้นตอนนี้ และขอให้เรามีความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ในรัฐบาลราชอาณาจักรและผู้นำของเรา ซึ่งมีจุดยืนที่เด็ดขาดและชัดเจนในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพดินแดนผ่านทางการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศ นี่คือความหวังและเส้นทางที่ถูกต้องที่เราต้องร่วมกันเดินไปเพื่อหาทางออกที่ยุติธรรมและเท่าเทียมที่สุดสำหรับประเทศชาติของเรา

    #ชายแดนไทยกัมพูชา

    https://www.facebook.com/share/p/1DLgYwpQUa/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,007
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Yishan Wong (อดีต CEO Reddit) นำเสนอทฤษฎีที่เปลี่ยนโฟกัสจาก "จีน" หรือ "น้ำมันเพียวๆ" ไปสู่ศัตรูเก่าแก่ของสหรัฐฯ อย่าง "คิวบา" (Cuba)

    1. เป้าหมายที่แท้จริงคือ "การฆ่าตัดตอนคิวบา" (Strangle Cuba)

    Yishan ชี้ว่า เวเนซุเอลาไม่ได้เป็นแค่พันธมิตรของคิวบา แต่เป็น "ท่อออกซิเจน" (Life Support)

    ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา คิวบาคือผู้บริหาร "ระบบปฏิบัติการ" ของรัฐบาลเวเนซุเอลา โดยส่งสายลับ แพทย์ และทหารเข้าไปคุมโครงสร้างความมั่นคง แลกกับ "น้ำมันฟรี" (สูงสุด 100,000 บาร์เรล/วัน)

    การที่สหรัฐฯ ยึดบ่อน้ำมันและท่าเรือเวเนซุเอลา เท่ากับเป็นการ "ดึงปลั๊ก" เครื่องช่วยหายใจของคิวบาทันที

    เมื่อไม่มีน้ำมันฟรีจากพี่ใหญ่ เศรษฐกิจคิวบา (ที่แย่อยู่แล้ว) จะล่มสลายทันที ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนระบอบในคิวบาโดยที่สหรัฐฯ ไม่ต้องยกพลขึ้นบกที่อ่าวหมู (Bay of Pigs) อีกรอบ

    2. สถาปนิกชื่อ "มาร์โก รูบิโอ" (The Architect)

    สำหรับคนส่วนใหญ่ จะไม่ทราบว่า รูบิโอเป็นลูกหลานชาวคิวบาอพยพ (Cuban Exile) ที่มีความแค้นฝังลึกกับระบอบกาสโตร

    ในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศ (Secretary of State) เขามีอำนาจและแรงจูงใจส่วนตัวที่จะปิดฉากระบอบคอมมิวนิสต์ในหลังบ้านของสหรัฐอเมริกา ให้ได้ในยุคของเขา

    การวางแผนนี้จึงละเอียดอ่อนและ "รู้ไส้รู้พุง" ลาตินอเมริกาเป็นอย่างดี โดยใช้เวเนซุเอลาเป็นหมากเพื่อรุกฆาตคิวบา

    3. จีนอาจจะเป็นแค่ "ลูกหลง"

    Yishan มองว่าจีนไม่ใช่เป้าหลัก แต่เป็นผลพลอยได้ (Bonus Chit)

    4. นโยบาย "Green Zones" และการส่งกลับผู้ลี้ภัย

    สหรัฐอเมริกามีปัญหาผู้อพยพชาวเวเนฯ ล้นประเทศมานาน การยึดพื้นที่บางส่วน (Green Zones) ในเวเนซุเอลา ทำให้สหรัฐอเมริกาสามารถ "เนรเทศ" (Deport) ผู้อพยพกลับไปลงในพื้นที่ที่ตัวเองดูแลได้ตามกฎหมาย (อ้างว่าปลอดภัยแล้วเพราะเราคุมเอง)

    นโยบายแบบ Win-Win: ทรัมป์ได้คะแนนเสียงเรื่องแก้ปัญหาผู้อพยพ + ได้แรงงานกลับไปฟื้นฟูประเทศเวเนซุเอลา ภายใต้การกำกับของสหรัฐอเมริกา

    นับเป็นมุมมองที่น่าสนใจมาก และยิ่งทำให้ปฏิบัติการนี้คุ้มค่ากับความเสี่ยงมากขึ้นไปอีก

    https://www.facebook.com/share/17pgmsha3n/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,007
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เดนมาร์กในวันอาทิตย์(4ม.ค.) เรียกร้องสหรัฐฯหยุด "คุกคาม" เกาะกรีนแลนด์ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บอกกับสื่อมวลชนอเมริกาว่าเขาต้องการดินแดนแห่งนี้จริงๆ หนึ่งวันหลังวอชิงตันจับกุมผู้นำเวเนซุเอลา ในขณะเดียวกันภรรยาผู้ช่วยระดับสูงของผู้นำสหรัฐฯ ก็ได้โพสต์ภาพเป็นนัย เกาะกรีนแลนด์เป็นสีธงชาติอเมริกา พร้อมกับเขียนข้อความว่า "เร็วๆนี้"

    การเข้าแทรกแซงทางทหารของวอชิงตันในเวเนซุเอลา โหมกระพือความกังวลสำหรับเกาะกรีนแลนด์ ซึ่ง ทรัมป์ แสดงจุดยืนซ้ำๆว่าเขาต้องการผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

    ความวิตกกังวลดังกล่าวถูกตอกย้ำจากความเห็นของทรัมป์ที่ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์แอตแลนติกและข้อความที่โพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์โดยภรรยาของผู้ช่วยผู้ทรงอิทธิพลรายหนึ่งของทรัมป์ ที่เป็นภาพเกาะกรีนแลนด์ในสีธงชาติอเมริกา

    "ผมขอพูดอย่างชัดเจนไปยังสหรัฐฯเลยว่า มันไร้สาระโดยสิ้นเชิงที่บอกว่าสหรัฐฯควรควบคุมเกาะกรีนแลนด์" เมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์กกล่าวในถ้อยแถลงที่เผยแพร่ในช่วงค่ำวันอาทิตย์(4ม.ค.) พร้อมกับเรียกร้องให้วอชิงตันหยุดข่มขู่พันธมิตรทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ในทันที

    บรรดาพันธมิตรยุโรปของสหรัฐฯ กระวนกระวายใจต่อการที่ทรัมป์ส่งทหารอเมริกาโจมตีกรุการากัสในวันเสาร์(3ม.ค.) และจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ผู้ซึ่งเวลานี้ถูกควบคุมตัวในนิวยอร์ก

    ทรัมป์บอกว่าเวลานี้สหรัฐฯจะบริหารเวเนซุเอลาไปโดยไม่มีกำหนดและเตรียมสูบน้ำมันจากแหล่งสำรองทรัพยากรทางธรรมชาติอันมหาศาลของประเทศแห่งนี้

    ในกรณีของกรีนแลนด์ ทรัมป์อ้างว่าการทำให้ดินแดนของเดนมาร์กเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ จะเป็นประโยชน์ด้านความมั่นคงแห่งชาติแก่อเมริกา เนื่องจากเกาะแห่งนี้มีตำแหน่งที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ในอาร์กติก นอกจากนี้แล้ว กรีนแลนด์ ยังมั่งคั่งไปด้วยแร่ธาตุสำคัญๆที่ใช้ในภาคเทคโนโลยีชั้นสูง

    เมื่อสำนักข่าวแอตแลนติกสอบถามทางโทรศัพท์ เกี่ยวกับความหมายโดยนัยของปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลา ที่มีต่อกรีนแลนด์ ทาง ทรัมป์ ตอบว่ามันขึ้นอยู่กับคนอื่นที่จะเป็นผู้ลงความเห็น "พวกเขาจะมองเรื่องนี้ด้วยแนวคิดของตนเอง ผมไม่รู้จริงๆว่าใครจะคิดยังไง แต่เราต้องการกรีนแลนด์จริงๆ เราต้องการมันเพื่อการป้องกันตนเอง"

    ในช่วงค่ำวันเสาร์(3ม.ค.) เคธี มิลเลอร์ ภรรยาของ สตีเฟน มิลเลอร์ รองหัวหน้าคณะทำงานของทรัมป์ โพสต์ภาพที่ก่อประเด็นถกเถียงบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ เป็นภาพเกาะกรีนแลนด์ ดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก ในสีธงชาติสหรัฐฯ พร้อมกับเขียนข้อความสั้นๆว่า "เร็วๆนี้"

    เยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ เรียกโพสต์ดังกล่าวว่าขาดความเคารพ "ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ฝ่ายและประชาชน สร้างบนพื้นฐานความเคารพกันและกันและกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ใช่การวางท่าเชิงสัญลักษณ์ที่เพิกเฉยสถานะของเราและสิทธิของเรา" เขาเขียนบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์

    อย่างไรก็ตามเขาเน้นว่า "ไม่มีเหตุผลที่้จะต้องตื่นตระหนกหรือกังวล ประเทศของเราไม่ได้มีไว้ขาย และอนาคตของเราไม่ได้ตัดสินด้วยข้อความที่โพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์"

    ด้าน แยสเปอร์ โมลเลอร์ โซเรนเซน เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำสหรัฐฯ แสดงปฏิกิริยาในวันอาทิตย์(4ม.ค.) ด้วยการโพสต์ข้อความอยู่เหนือลิงค์ๆหนึ่งที่โยงไปยังภาพของเคธี มิลเลอร์ ระบุว่า "เราคาดหวังถึงการให้ความเคารพอย่างเต็มเปี่ยมต่อบูรณภาพแห่งดินแดนของเดนมาร์ก"

    ความเคลื่อนไหวต่างๆนานาก่อนหน้านี้ของรัฐบาลทรัมป์ ในนั้นรวมถึงแต่งตั้งทูตพิเศษประจำเกาะกรีนแลนด์ โหมกระพือความขุ่นเคืองแก่ทั้งเดนมาร์กและสหภาพยุโรป

    สำหรับ สตีเฟน มิลเลอร์ ถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นผู้ออกแบบนโยบายต่างๆส่วนใหญ่ของทรัมป์ นำทางประธานาธิบดีรายนี้ในนโยบายแข็งกร้าวด้านคนเข้าเมืองและวาระในประเทศต่างๆนานา

    (ที่มา:เอเอฟพี)

    https://www.facebook.com/share/17yDRYmCoC/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,007
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สื่อมวลชนกัมพูชาตีข่าว ชี้เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ภายใต้แรงกดดัน การเติบโตหยุดชะงักและความอ่อนแอเชิงโครงสร้างก่อความเสี่ยงหนักหนาสาหัสยิ่งขึ้น อ้างอิงรายงานเมื่อเร็วๆนี้ ระบุคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) จะขยายตัวแค่ 2.2% ในปี 2025 และหดตัวลงไปมากกว่านี้อีกเหลือแค่ 1.5% ถึง 1.6% ในปี 2026 ถือว่าล้าหลังอย่างมากเมื่อเทียบกับบรรดาชาติอื่นๆในภูมิภาค

    สำนักข่าวขแมร์ทูเดย์ อ้างอิงข้อมูลอย่างเป็นทางการของไทย ระบุว่าอุปสงค์ภายในประเทศไทยยังคงอ่อนแอ โดยการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคธุรกิจซบเซา หนี้ครัวเรือนระดับสูงและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่เป็นไปอย่างระมัดระวังกลายเป็นตัวจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่เงินเฟ้อดำดิ่งสู่แดนลบหลายต่อหลายครั้ง การเติบโตของค่าจ้างชะลอตัวลงและการขยายตัวทางธุรกิจอยู่ในภาวะไม่สู้ดี

    รายงานของขแมร์ทูเดย์ ระบุว่าภาคการส่งออกและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยก็กำลังประสบปัญหาเช่นกัน แม้การส่งออกทำสถิติสูงสุดรอบใหม่เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่สภาพแวดล้อมทางการค้าโดยรวมยังคงเปราะบาง และภาคการท่องเที่ยว อันเป็นแหล่งรายได้สำคัญ ยังคงซบเซา สืบเนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้าชาวจีนในระดับต่ำ

    สื่อมวลชนกัมพูชาระบุต่อว่าการแข็งค่าอย่างมากของสกุลเงินบาทยังทำให้ความสามารถในการแข่งขันเลวร้ายลง ทำให้การส่งออกและการท่องเที่ยวมีราคาแพงขึ้นในตลาดโลก แม้ธนาคารกลางของไทยพยายามกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อผ่านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและโครงการรับประกันเงินกู้ แต่ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างต่างๆนานา อย่างเช่นประสิทธิภาพการทำงานต่ำและประชากรสูงวัย กลายเป็นตัวเตะถ่วงอย่างมีนัยสำคัญต่อการฟื้นตัว

    รายงานของขแมร์ทูเดย์ อ้างพวกนักวิเคราะห์เตือนว่าหากปราศจากการปฏิรูปอย่างเร่งด่วนและอุปสงค์ที่แข็งแกร่งกว่านี้ ไทยเสี่ยงเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะงักงันยืดเยื้อ ด้วยการเติบโตอาจลดลงเกินกว่า 2% ในปี 2026 เมื่อการเติบโตชะลอตัว อุปสงค์ภายในประเทศอ่อนแอ และแรงกดดันจากภายนอก มารวมกัน มันจึงก่อความท้าทายใหญ่หลวงสำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจของไทยในระยะสั้น

    (ที่มา:ขแมร์ทูเดย์)

    https://www.facebook.com/share/16fu19MbTn/
     

แชร์หน้านี้

Loading...