จิตพร้อม? รับภัยพิบัติ

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย ภูภู, 6 เมษายน 2012.

  1. ภูภู

    ภูภู เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    3,042
    ค่าพลัง:
    +56,089
    ขอบพระคุณมากครับผม
    ขอให้เราปฎิบัตินำความสงสัย ปฎิบัติให้มากๆ จนจิตมีปัญญาเป็นของตนเอง
    แล้วต่อไปเราก็จะไม่ต้องไปถามใครอีกต่อไป
    เพราะยิ่งทำให้จิตนิ่งสงบมากเท่าใด เราก็จะรู้มากเท่านั้น และสามารถตอบคำถามให้กับตนเอง และผู้อื่นได้ด้วย
    ลองดูนะ
    ไม่ว่าเราจะทำอะไร อยู่หรือไปที่ไหน ถ้าขณะจิตเราว่างนั้น ก็ขอให้ระลึกถึงพระได้เลย ส่วนเวลาจะมากน้อยไม่สำคัญ เพียงแค่เรากำลังคิดถึงพระที่เราชอบอยู่นั้น จิตจะสงบไปเองอย่างไม่น่าเชื่อ....ลองดูนะ ทำบ่อยๆนะ
    ผู้มาใหม่ หรือปฎิบัติใหม่จะยังไม่ค่อยเข้าใจ หรือทำไม่ได้สักทีเดียวนะ แต่เราก็ต้องพยายามทำบ่อย คือต้องมีลูกบ้า หรือลูกขยัน เหมือนเราจีบสาวๆน่ะ แบบนั้นน่ะ เข้าใจไหม๊?
    ผมพยายามสื่อเป็นภาษาให้เข้าใจกันง่ายที่สุด เพราะท่านที่กำลังอ่านอยู่ในกระทู้นี้ จะได้เข้าใจกันง่ายขึ้น
    จัดหนักไม่ได้ แต่สำหรับบางท่านที่ชอบหนักๆผมก็จะจัดให้เป็นรายๆไป

    ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปด้วยเทอญ
     
  2. ภูภู

    ภูภู เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    3,042
    ค่าพลัง:
    +56,089
    ท่านกล่าวมาถูกต้องแล้วครับ
    โลกกำลังเข้าสู่กลียุค วิกฤติ หรือภัยพิบัติ
    มนุษย์กับโลกกำลังต้องการความรัก ความเมตตา ความสามัคคี ความเห็นอกเห็นใจกัน ความเข้าใจกัน และความช่วยเหลือเอื้อเฟ้ือเผื่อแผ่กันครับ
    ตราบใดถ้าพวกเรายังเห็นแก่ตัวกัน ยังไม่เลิกเบียดเบียนกันแล้ว สิ่งเลวร้ายก็จะเข้ามาแทนที่ และพวกเราทุกท่านก็จะเดือดร้อนกันไปทั้งหมด

    แต่ถ้าสังคมใด ประเทศใดมีที่กล่าวข้างต้นนั้น สังคม หรือประเทศนั้นก็จะน่าอยู่มากขึ้น
     
  3. ภูภู

    ภูภู เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    3,042
    ค่าพลัง:
    +56,089
    ขอขอบพระคุณมากๆนะครับที่มาช่วยแชร์ประสบการณ์กัน
    ขอชมท่านนี้หน่อยนะครับ บอกว่า ขยันมากๆ ขยันสร้างกำลังใจให้กับตนเองมากๆ นี่เป็นตัวอย่างที่ดี คือท่านช่วยตนเองมากเลยครับ
    ไม่ว่าอะไรจะเกิดกับชีวิตตนเอง หรือโลกใบนี้ แต่ถ้ารู้ว่าจิตใจของตนยังไม่เข้มแข็งพอก็ขอให้มีพระรัตนตรัยเป็นที่ยึดเหนี่ยวให้กับจิตใจของตนก่อน
    โดยเฉพาะนำจิตไปเกาะพระกันให้ได้ เพราะสำหรับบางท่านที่ยังไม่มีกำลังใจมากพอ หรือศีลยังไม่ครบ ค่อยๆทำ ค่อยๆสร้างกันนะครับ
    จู่ๆผมจะมาบอกว่า ขอให้ท่านปฎิบัติธรรมกันทุกคน หรือเจริญกรรมฐานกันทุกวัน รักษาศีล5 เป็นอย่างกันวันนี้ ตอนนี้เลยน่ะ บางท่านยังไม่พร้อมทำกันหรอก เราต้องเห็นใจพวกเขา เราก็ต้องค่อยๆช่วยยกจิตกันไป แต่ถ้าบุญของเขามากพอแล้ว เดี๋ยวบุญของท่านๆนั้นจะนำพาเขาไปปฎิบัติกันเอง

    ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปด้วยเทอญ
     
  4. ภูภู

    ภูภู เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    3,042
    ค่าพลัง:
    +56,089
    ขอบพระคุณมาก และขอโมทนาบุญด้วยครับ
    ท่านกล่าวมาถูกต้องแล้วครับ เพราะคนส่วนใหญ่นั้น ไม่ค่อยคิดถึงกันก็เพราะว่า สติมีไม่พอกัน เพราะไม่ค่อยได้ฝึกสติกันน่ะครับ
    พอเราไม่ฝึกสติ หรือไม่ฝึกความรู้สึกตัวกันบ่อยๆ จิตก็จะหลงไปตามที่จิตกระทบมานั้นๆครับ เราปล่อยจิตกันตามสบายกันมาก ก็เลยทำให้เรารู้สึึกเป็นทุกข์ตลอดอยู่ร่ำไป เพราะจิตเราไม่นิ่งตัวเดียวนี่เอง คือสาเหตุหลักๆ

    ผมจะไม่ค่อยกล่าวถึงผู้ปฎิบัติดี ปฎิบัติชอบกันมากนะครับ เพราะจิตท่านนั้น
    จิตท่านมีสติมากพอ ศีลมากแล้ว จิตก้พร้อมจะยก หรือปฎิบัติได้มากกว่าผู้อื่น ผู้ที่ยังไม่เริ่มการปฎิบัติ แต่ผู้ใดพอจะรู้สึกว่า เราจะเริ่มตรงไหนกันก่อน สำหรับการสร้างกำลังใจ ขอให้เริ่มสร้างบุญภายนอกกันไปก่อน ได้แก่ ทำบุญทำทาน สวดมนต์ไหว้พระ ฟังเทศน์ฟังธรรม เป็นต้น
    พอกำลังใจ หรือว่าบุญบารมีของตนมากขึ้นแล้ว เดี๋ยวบุญจะนำพาพวกท่านไปปฎิบัติธรรม หรืออยากทำบุญภายในกันต่อไป
    หรือเดินสายมรรคมีองค์8 หรือศีล สมาธิ ปัญญากันต่อไปได้
    ลำดับ เป็นขั้นเป็นตอนอย่างนี้ อยากแนะให้สำหรับผู้ที่ยังไม่ค่อยจะเข้าใจในสายบุญ หรืออริยบุคคลเขาเดินกันอย่างไร
    ขอบอกแค่เป็นแนวทางกันอย่างนี้ก่อน
     
  5. lowprofile

    lowprofile เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    1,391
    ค่าพลัง:
    +6,023
    ถึงหนีภัยพิบัติพ้น สิ่งที่แน่นอนคือหนีความจริงและกฎธรรมชาติไม่พ้น
    นั่นคือ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ท่านไม่ตายด้วยภัยธรรมชาติอาจตายจากโรคร้าย อุบัติเหตุ
    อื่นๆๆ อะไรก้อไม่แน่นอน ขิท่านทั้งหลายมั่นทำกุศล ศีล สมาธิ ปัญญา สะสมทรัพย์ภายในให้มากไว้เป็นทุนรอนในภายหน้าอย่างไรก้อได้ใช้แน่ทุกคน
    เหตุการณ์ใดๆ มันจะเกิด ไม่เกิดช่างมันทุกอย่าเป็นไปตามธรรมชาติ จะไหว100ริกเตอร์หรือไม่ไหวหนีไปอยู่ใต้ฐานพระประธานถ้าจะตาย ไงก้อต้องตายครับ

    ผมเห็นหลายท่านโยกย้ายขายบ้านทรัพย์สินไปอยู่ที่ไกลๆๆ ขอให้คิดให้ดี ยิ่งมีครอบครัวลูกหลานนี่ย่งยากมาก ไปที่ใหม่ท่านจะทำมาหากินอะไร ลูกเรียนรร อินเตอร์ไปเรียนวัดได้ไหม ไปแล้วมีอะไรรองรับบ้าง เคยทำงานสนง แล้วจะไปปลูกข้าวทำสวน เราทำได้ไหม ถ้าอยุ่ที่ใหม่ได้ก้อดีไป ถ้าอยู่ไม่ได้ย่งแน่ เพราะเราเคยชิน และมีการงานสังคมที่นี่ ผมอ่านห้องนี้มานาน อย่าไปกังวลอะไรให้มันมากมายเลยครับ บ้านท่านที่ท่านอยุ่มีทุกอย่าง สะดวกทุกเรื่อง ท่านรู้ชัยภูมิของท่านดี ไปทีใหม่ นับศูนย์กันเลย

    ช่วงนำท่วมผมอยู่บ้านชั้นสองมา เดือนกว่า นำท่วมระดับอก เพื่อนบ้านย้ายหนีหมด บางครอบครวมันจำเป็นก้อเข้าใจอันนี้นมันอีกเรื่องนึง แต่ที่ย้ายหนีไปต่างมีสารพัดปัญหา
    หมดเงินทองไปจำนวนมาก บ้างก้อไปเสียชีวิต เสียทรัพย์ สัตว์เลี้ยงน่าเห็นใจมากๆๆครับ สุดท้ายทุกคนพูดว่าเราไม่ควรย้ายหนีไป บ้านเราดีที่สุด ยกเว้นที่มันอยู่ไม่ได้จริงๆๆอันนี้ผมว่าย้ายไปเถอะครับ
    ทำไมต้อใงมาลำบากห่วงสมบัติด้วย
    ทุกอย่าให้ใช้สติและปัญญานำ อย่าตื่นข่าวครับ แล้วเราจะไม่เป็นเหยื่อของการเสพข่าวสารมากไปครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 7 เมษายน 2012
  6. ภูภู

    ภูภู เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    3,042
    ค่าพลัง:
    +56,089
    ขอขอบพระคุณที่ช่วยชี้แนะแนวทาง และช่วยทำความเข้าใจกัน ท่านก็มีภูมิธรรม ภูมิปัญญามากคนนึง และพูดได้ดีมากคนนึง แต่ผมพูดไม่ค่อยเก่งนัก แต่ผมก็พยายามสื่อให้ทุกภูมิธรรม ภูมิปัญญาได้เข้าใจทุกระดับชั้น
    หรือเรียกกันได้ว่า ธรรมะชาวบ้านๆ แต่ถ้าเราเริ่มธรรมะระดับปานกลางขึ้นไปแล้ว คนที่ไม่เคยปฎิบัติกันมาก่อน หรือกำลังใจยังไม่ถึง หรือศีลยังพร่องอยู่
    แต่ถ้าเรามองข้ามคนเหล่าไปแล้ว พวกเขาจะเสียโอกาสทันที เพราะเขาจะฟังว่าเราคุยอะไรกัน คือเขาไม่เข้าใจ เพราะจิตยังไม่ละเอียดมากพอ
    ด้วยเหตุนี้ที่ผมจัดหนักไม่ได้ แต่จัดหนักได้เฉพาะบางท่านต้องการเท่านั้น
    ผมพอเข้าใจสำหรับจิตที่พร้อมยกกันนั้น เขาจะไม่ฟังธรรมะธรรมดาๆ แบบชาวบ้านกันนี้หรอกนะครับ
    ขอทำความเข้าใจกันตรงนี้หน่อย
    เพราะธรรมะของพระพุทธองค์ หรือศีลนั้นก็ยังมีหลายระดับเลย อันนี้ผมเข้าใจทุกภูมิธรรม ทุกภูมิปัญญากัน

    และเหตุที่ผมตั้งกระทู้นี้ จริงๆแล้วผมไม่อยากตั้งหรอก เพราะไม่ค่อยมีเวลามานั่งตอบ แต่ผมจะอาศัยช่วงว่างๆ แทนที่ผมจะไปตามกระแสโลก เช่น ไปดูหนัง ฟังเพลง นอนหลับ ทำธุระอื่น เวลาส่วนตัวหายไปทันที แต่ผมก็มาสละเวลาอันเต็มใจของผมนี้ เพื่อพระพุทธสานา เพื่อพระพุทธเจ้า กระผมยินดีทำงานให้ตรงนี้ครับ
    ส่วนผู้ใดจะมองเห็นหรือไม่นั้นไม่สำคัญ เพราะว่าผมมิได้ทำธุรกิจ เพื่อหาประโยชน์ หรือกำไรกันตรงนี้ เพราะที่นี่มีแต่ให้ มีแต่กันเอง
     
  7. khontumdee

    khontumdee Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    20
    ค่าพลัง:
    +29
    ขอบคุณครับ ได้ความรู้ดีมากๆ เลย
    ผมก็ปฎิบัติเหมือนท่านครับ ไม่ได้ไปนุ่งขาวห่มขาว อาศัยความรู้หน้าคอมพิวเตอร์ และ เน้นที่จิต เน้นการปฎิบัติในชีวิตประจำวัน ท่ามกลางสังคม งานประจำ พยายามมีสติรู้เท่าทันอาการต่างๆ แล้วละอารมณ์ (ละนันทิ) นั้นให้เร็วที่สุด เพื่อให้เกิดความตั้งมั่นของจิต ผมรู้สึกว่าจิตมันแข็งแรงขึ้น ไม่ว่าเจอเรื่องอะไร เข้ามา ผมไม่ค่อยหวั่นไหน รู้สึกจิตมัน สงบ กว่าเดิม
    ทุกวันนี้ก็จะหมั่นปฎิบัติให้มันลึกขึ้นไปอีก
    เดี๋ยวผมจะเข้ามาอ่านกระทู้นี้บ่อยๆ ครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 7 เมษายน 2012
  8. ภูภู

    ภูภู เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    3,042
    ค่าพลัง:
    +56,089
    โอ้! ขอโมทนาด้วยนะ ที่จิตจับพระได้ตลอดเวลา
    อันนี้เป็นคำถามที่ดีมากเลย
    ผมจะตอบแบบกลางๆอย่างนี้ก่อนนะครับว่า สำหรับผู้ปฎิบัติใหม่ๆนั้น หรือเพิ่งจับพระกันได้ใหม่ๆนั้น แต่ถ้ามีบางเหตุการณ์ที่มากระทบกับจิตใจแรงๆนั้น ความโลภ โกรธ หลงนั้นยังมีอยู่บ้าง
    แต่ถ้าจะไม่ให้มีผลกระทบกับจิตใจของตนอย่างแรงตามที่คุณกล่าวมานั้น ต้องรอจิตจับพระให้ได้โดยอัตโนมัติไปสักพักก่อน จนกว่าจิตจะผ่านปิติ จิตเป็นสมาธิ หรือจิตทรงฌานต่ำ อันนี้สบายมากครับ คุณสอบผ่านแน่ เพราะจิตกำลังเป็นสมาธิ หรือเป็นสมาธิมากไปถึงฌานได้ก็จะยิ่งดีมากๆ เพราะจิตใจของคุณก็จะไม่รู้สึกว่าเป็นทุกข์เลยครับ เพราะขณะที่จิตเป็นสมาธิ หรือจิตทรงฌานอยู่นั้น ก็ระงับกิเลส หรือละกิเลสได้เป็นอย่างดี แต่จะให้ดับกิเลสให้สิ้นไปจากจิต แบบถาวรนั้น จิตต้องทรงฌานสูงก่อน จิตค่อยวิปัสสนาธรรมต่างๆ และจนเกิดญาณ หรือการหยั่งรู้ ตามความเป็นจริง)ตามมาทีหลัง หรือที่เขามักเรียกกันว่า จิตพุทธะ
    จิตพุทธะก็คือ จิตที่พบธรรมภายในจิตของตน นัั่่นเอง
    หรือจิตตนเข้าถึงธรรมชาติแห่งจิตแท้ จิตเดิม จิตเดิมแท้ เสียก่อน
    การเดินทางของจิตมันมีอีกยาวไกล แต่เราจะเดินช้าหรือว่าเร็วก็ต้องขึ้นอยู่ที่ความขยันหมั่นเพียรของตนเองเป็นหลักครับ

    อันนี้ผมจะขอทำความเข้าใจกันใหม่นะครับ ว่า...
    สำหรับจิตเกาะพระ หรือจิตจับพระนั้น...ก็เหมือนเป็นอุบายที่ทำให้จิตของตนสงบนั่นเอง เพราะขณะที่เรากำลังระลึกถึงพระ หรือคิดถึงพระอยู่นั้นก็เหมือนกับเรากำลังทำสมาธิอยู่นั่นเอง
    ตรงนี้อาจจะเป็นการควบกันระหว่างพุทธานุสสติกรรมฐานกับกสิณ ตามที่บางท่านเข้าใจ แต่ผมมิได้เน้นชื่อสักเท่าไหร่ แต่จะเน้นแก่นมากกว่าคือ จิต
    การเข้าไปให้ถึงจิตตนเองให้ได้ โดยการทำจิตให้นิ่งเสียก่อน แต่จิตเกาะพระนี้จะเป็นวิธีที่ทำให้จิตเราเป็นสมาธิได้ไว และที่สำคัญก็คือ ความต่อเนื่อง (อันนี้สำคัญมากสำหรับนักภาวนาต้องมาฟังทางนี้กันเยอะๆ) เพราะคนสมัยนี้มักไม่ค่อยจะมีเวลาไปนั่งหลับตา หรือไปนุ่งขาวห่มขาวกันนะครับ ขอบอก เพราะจิตเกาะพระนี่ทำง่าย ทำสะดวกและได้ผลเกินคาด
    นี่ผมกำลังรอท่านที่เกาะพระได้แล้วนะ มาช่วยแชร์กันต่อไปนะครับ เดี๋ยวก็หลงกันมาเองแหล่ะ! เพราะผมไม่ได้แจ้งกระทู้นี้กัน


    จัดหนักมาก ความจนหายไปได้เหมือนกันนะครับ รวยเพราะบุญนำพา
    จะขอบอกคนที่ชอบขอทั้งหลาย อยากได้ผลเร็วๆกันนะ นี่เลยครับ
    มาทำจิตเกาะพระกันนี่แหล่ะ เพราะได้ผลกันดี หรือผู้ที่อยากให้สามี/ภรรยา
    หันหน้ามาปฎิบัติธรรมกันนะไม่ยากเลยครับ
    ขอให้ท่านทำจิตเกาะพระ จนจิตจำพระได้อัตโนมัติไปก่อนนะ แล้วจึงค่อยภาวนาขอกัน มักจะได้ตามที่ตนปรารถนา (ที่ได้เพราะว่าขณะจิตว่างจากกิเลส แต่ถ้าขอขณะจิตไม่ว่าง คือยังมีกิเลสกันอยู่นั้น มักจะไม่ได้ผล ใครเคยอ่านธรรมะของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) ก็จะทราบกันดี)
    แต่จะได้ผลช้า หรือเร็วนั้นก็ต้องอยู่ที่จิตของตนเองเป็นหลักนะครับ มิใช่ทำตามผมแนะนำไปแล้ว ไม่ได้ผลจะมาว่าผมไม่ได้นะครับ

    เพราะมีอยู่ท่านนึงที่ทำตามคำแนะนำผม ขณะที่จิตเธอจับพระได้สำเ็ร็จแล้ว เธอก็ตั้งอธิษฐานขอพรพระให้กับคุณพ่อเธอมีดวงตาเห็นธรรม เพราะเธอพยายามแนะนำให้คุณพ่อทำบุญเยอะๆ สวดมนต์ หรือภาวนา เธอบอกเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล จนเธอถอดใจไปแล้ว เธอสงสารคุณพ่อ เพราะอายุจะ 80ปีแล้ว และเกรงว่าจิตของคุณพ่อเธอจะตกอบายภูมิ ตกนรกเสียก่อน
    ผมจึงแนะนำให้ว่า
    เอาอย่างนี้ แต่ถ้าจิตเธอเกาะพระได้สำเร็จเมื่อไหร่ ขอให้ภาวนาทุกวันตามที่ตนปรารถนา แต่ปรากฎว่า คุณพ่อเธอเริ่มทำตามทุกอย่างที่บอกไปเมื่อครั้งก่อนโน้น ชอบทำบุญ ชอบสวดมนต์ ชอบภาวนา
    ทุกท่านก็ไปคิดเอาเองนะว่า สิ่งเหล่านี้มันเป็นไปได้อย่างไร พลิกหน้ามือเป็นหลังมือกันได้อย่างไร
    เพราะด้วยอานิสงส์ของพระนั้น ทุกท่านก็ทราบกันดีอยู่แล้ว ไม่ต้องบรรยาย
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 7 เมษายน 2012
  9. ภูภู

    ภูภู เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    3,042
    ค่าพลัง:
    +56,089
    กระทู้นี้เกิดขึ้นได้เพราะท่านนี้เลยครับ....กองเชียร์
    และมีอีกหลายท่านผมจำไม่ได้
    ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันนะว่า เธอคือใคร? เพราะเจอกันที่นี่ ที่โลกไซเบอร์
    โมทนาบุญด้วยนะครับ
    ขอให้ร่ำรวยๆ ทั้งทางโลกและทางธรรมตลอดไปด้วยเทอญ
     
  10. ภูภู

    ภูภู เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    3,042
    ค่าพลัง:
    +56,089
    มีคนหลงทางมา"""555 ยินดีต้อนรับครับผม
    มีอะไรแนะนำผู้น้อย หรือแนะนำท่านอื่นๆ ขอเชิญเลยครับผม
    ไม่ต้องเน้นเรื่องธรรมะมากก็ได้ พูดเรื่องภัยพิบัติอื่นๆก็ได้ เพราะเราเปิดกว้างกับทุกความคิดเห็น และจะต้องอยู่ให้ได้กับทุกสถานการณ์ เราต้องเป็นแบบหมวดพร้อม คือจิตพร้อมรับทุกภัยพิบัติ ขอให้จิตของพวกเราแข็งแกร่งเสียก่อนนะ จึงจะสามารถรับได้ภัยกันได้ทุกอย่าง เพราะจิตปล่อยวาง ใจเบา กายก็จะเบาตามไปด้วย
    พวกเราต้องเตรียมจิตก่อนนะครับ แล้วมีเวลาค่อยเตรียมกาย หรือเตรียมสิ่งของกันต่อไป เพราะกองทัพก็ต้องเดินด้วยท้อง
    ตราบใดกายกับจิตยังไม่ได้แตกสลายตายจากกันไป ก็ต้องอาศัยซึ่งกันละกันเหมือนกัน เพราะกายแย่จิตก็แย่ แต่ถ้าจิตแย่กายก็แย่ตามอีก
    อะไรประมาณนี้แหล่ะ! แต่ถ้าเราฝึกฝนจิตให้แกร่งกล้ากันได้ กายก็ต้องตามจิตอยู่ดี เช่นคำกล่าวที่ว่า "จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว" ใช่ไหม๊?

    Noface ชื่อนี้มีนัยยะซะด้วย
    สำหรับท่านนี้ชอบพูดตรงไปตรงมา ไม่ชอบหน้าไหว้หลังหลอก
    พูดกันง่ายๆก็คือ เป็นคนจริง คนจริงใจ ไม่ชอบคนกะล่อนปิ้นป่อน โกหก ตอ..
     
  11. Linda2009

    Linda2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤษภาคม 2009
    โพสต์:
    956
    ค่าพลัง:
    +9,998
    ขอขอบคุณคุณภูทยาน และทุกท่าน ค่ะ เราก็เกาะขอบคอมพ์อยู่ เพื่อหวังยกจิตตนเองค่ะ ฝึกจับภาพพระตั้งแต่คุณภูทยานแนะนําในกระทูู้โน้นค่ะ ยังจับไม่ค่อยอยู่ค่ะ อิอิ แต่พอรู้ตัวก็พยายามคว้าตลอด ตามจับท่านบ่อยๆ จนรู้สึกว่าท่านน่ารักจังเลย อ้อ จิตรวมเ็ร็วขึ้นจริงด้วยเมื่อนั่งสมาธิ ค่ะrabbit_rest
     
  12. ภูภู

    ภูภู เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    3,042
    ค่าพลัง:
    +56,089
    โอ้! ท่านนี้กล่าวดีมากๆ ท่านมีสติปัญญาดีมากเลย จิตจึงมองเห็นแต่สิ่งที่เป็นความจริงทุกอย่าง
    เมื่อจิตนิ่ง สมาธิเกิด ปัญญาจึงจะเกิดตามมาเอง
    ท่านนี้จัดหนักกว่าผมซะอีก
    ดีครับๆ ขอเชียร์ :cool:
     
  13. ภูภู

    ภูภู เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    3,042
    ค่าพลัง:
    +56,089
    นั่นเห็นไหม๊!
    มีคนมองเห็นประโยชน์เรื่องจิตกันแล้ว
    แต่เรื่องแบบนี้สอนกันไม่ได้นะ ท่านเท่านั้นที่จะเป็นคนสอนจิตของตนเอง ผมมีหน้าที่แค่คอยช่วยชี้แนะแนวทางการปฎิบัติให้ถูกต้องเท่านั้น เพราะที่เหลือท่านจะต้องเดินเอง หรือทำเองทั้งหมด สรุปแล้วต้องช่วยเหลือตนเองให้มากที่สุดก่อน เพราะเรื่องจิต เรื่องบุญทำแทนกันไม่ได้ เพราะว่าผมไม่ใช่แฟนทุกคนเสียเมื่อไหร่หล่ะ! เห่อๆ

    ธรรมะสบายๆ อย่าไปคิดมากว่าเป็นธรรมะกันเลย เพราะสิ่งที่ทุกท่านพบเจอ ประสบกันทุกวัน แทบจะทุกลมหายใจก็ว่าได้ ที่แท้ธรรมะทั้งนั้นเลย ผมมองเห็นอย่างนี้นะ

    ขนาดมีคนมาด่าผม แทนที่ผมจะไปโกรธเขาใช่ไหม๊? แต่ผมดันไปดูจิตตนเอง ไปแก้ไขที่จิตตนเอง คือไปดูว่าทำไมเขามาด่าเราได้ แล้วเราจะได้คำตอบทันที เมื่อเรามีสติ มีสมาธิ มีปัญญา(เป็นของตนเอง) คือเราสามารถคิดประมวลผลกันได้ทันทีเลย โดยมิต้องไปถามใครๆ
    เพราะจิตเราจะแยกแยะได้ว่าอะไรคือบุญ อะไรคือบาป อะไรคือกุศล อะไรคืออกุศล อะไรคือถูก อะไรคือผิด และอะไรคือกิเลส
    (อันนี้จิตผมมองเห็นชัดเจนเลย กองใคร กองมัน และจิตคนส่วนใหญ่ที่ฝึกมาดีพอสมควรแล้ว มักจะอยู่แต่ฝ่ายที่เป็นบุญ เป็นกุศลอย่างเดียว
    พอจิตประเมินผลว่า อันนี้คือ บาป อันนี้คืออกุศล อันนี้คือผิด(ตามความหมายสัมมาทิฎฐิ) อันนี้คือฝ่ายกิเลส(โดยเฉพาะต่ำ) จิตจะปฎิเสธของเขาเอง No no nono
    (ปกติธรรมชาติของจิตจะมีแต่รู้ๆๆ ลูกเดียว ไม่สามารถแยกแยะอะไรดีชั่ว อะไรถูกผิด อะไรกุศลหรืออกุศล อะไรคือกิเลส จิตเขาไม่รู้หรอก รับหมด แต่จะมีเพียงสติของเราเท่านั้นที่จะทำหน้าช่วยจิตแยกแยะอะไรเป็นอะไรได้ นี่ไงจึงเป็นที่มาของการเจริญสติภาวนา เพราะจิตเดิมแท้ของเรานั้น ส่วนใหญ่จะเป็นจิตประภัสสร
    เฉพาะเรื่องจิตเรื่องเดียวคุยกันทั้งวัน ทั้งเดือน ทั้งปีก็ไม่หมด เพราะจิตแต่ละดวงก็ต่างกันไป ตามที่พระพุทธเจ้าท่านวางกรรมฐานไว้ให้สำหรับผู้คนศึกษากัน โดยเฉพาะเรื่องจิต นี่ไม่ทันพูดเรื่องธรรมะกันเลย
    แต่ถ้าผู้ใดยังไม่เข้าใจจิตของตนเองเลย ก็อย่าไปพูดเรื่องธรรมะกันเลย เพราะพูดไปก็จะไม่รู้เรื่อง ดูเหมือนจะเข้าใจกันนะ แต่เปล่าเลย ทำตาบ๋องแบ้ว คือทำหน้างงกันซะงั้น! ที่ไม่ค่อยเข้าใจกันก็เพราะว่า จิตหยาบเกินไป (ไม่อยากพูดว่าจิตหยาบกันเลย มันรู้สึกตนเองว่ากำลังทำผิดศีลละเอียดเลย ขอเลี่ยงพูดว่า จิตไม่ละเอียด หรือจิตไม่นิ่งดีกว่า)

    เพราะยิ่งคนปฎิบัติด้วยแล้ว จะมุ่งไปดูที่จิตของตนเป็นหลัก เราจะไม่ไปดูจิตของผู้อื่นว่าจะดีหรือว่าเลวก็ตาม ไปดูทำให้เราเสียเวลาเปล่าๆ เดี๋ยวดูเสร็จจิตตก ไปต๋อยหน้าผู้ที่มาด่าเรา ถ้าเราควบคุมจิตของตนเองไม่ได้ด้วยแล้ว ก็จะยิ่งไปกันใหญ่ ไปต่อเวร ต่อกรรมไม่จบไม่สิ้นกันสักทีนึง
    ก็เหมือนอีกคนถือไฟอยู่ในกำมือ อีกคนนึงก็ถือน้ำมันอยู่ในกำมือ แต่ถ้าสองคนนี้พบกัน เจอกัน หรือเข้ามาใกล้กันเมื่อไหร่ อะไรจะเกิดขึ้น ท่านก็คิดเองได้นี่
    ขอโทษนะตอบซะยาวเลย พูดธรรมะนี่ ยิง่พูดก็ยิ่งเพลินนะ ก็เลยต้องยาวกันอย่างที่เห็น นี่ขนาดผมพูดไม่ค่อยเก่งนะ...555
     
  14. ภูภู

    ภูภู เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    3,042
    ค่าพลัง:
    +56,089
    สำหรับผู้ปฎิบัติใหม่ๆนั้น เรามีความจำเป็นจะต้องช่วยจิตก่อน โดยการกำหนด ช่วยจิตระลึกไปก่อน หรือเป็นการฝึกสติของตนไปด้วยในตัวเสร็จสรรพเลย
    ผู้ไม่เคยฝึกสติภาวนากัน
    จิตก็จะคล้ายๆเด็ก คล้ายๆลิง อะไรประมาณนั้น
    แต่สติจะทำหน้าที่เพียงแค่เป็นพี่เลี้ยงเท่านั้นเองนะ (เหมือนเป็นคนรับใช้ของจิตของตนก็ว่าได้) เพราะที่ขณะที่เรากำลังเจริญสติภาวนากันอยู่นั้น สติทำหน้าเป็นคนดูเฉยๆ เพียงระวังมิให้จิตตกไปอยู่ฝ่าย อกุศลเท่านั้นเอง
    คือจิตจะทำหน้าที่เพียงแค่ 3 อย่างก็คือ ตามดู ตามรู้จิต และด้วยใจเป็นกลาง
    (อันนี้ผมอยากแนะนำคนรุ่นใหม่ให้เข้าไปอ่าน หรือMp3 ของพระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช ท่านบรรยายดีมาก เข้าใจง่าย แต่อาจจะมีพระบางท่านก็พูดดี แต่ก็ตามจริตคนเราก็แล้วกัน)
    จึงขอให้ท่านเลือกเอาแต่เฉพาะผู้ปฎิบัติดี ปฎิบัติชอบ ปฎิบัติตามพระพุทธเจ้ากันเท่านั้น แต่อย่าไปดูเกินไปกว่านั้น เพราะบางท่านกำลังแอบส่งจิตไปปรามาสพระบางรูป อย่างเช่น พระอาจารย์จากน้ำหนาวที่กำลังตกเป็นข่าวกันอยู่ขณะนี้
    จะผิด จะถูกก็อย่าได้ส่งจิตเข้าไปใกล้ ผมจะขอเตือนท่านทั้งหลาย เพราะจิตใครจะดีหรือไม่ดี ก็ขอให้ตั้งมั่นอยู่เฉพาะแต่ภายในกาย ภายในจิตของท่านด้วยเถิด เพราะไม่ใช่หน้าที่ของเราจะไปพิพากษากับผู้ใด แต่คงปล่อยให้เป็นไปตามกฎแห่งกรรม (คิดดี พูดดี ทำดี ได้ดีก็พอแล้ว) เพราะกฎธรรมดา หรือกฎแห่งกรรมนั้น เขาจะทำหน้าที่ของเขาเอง นั่นหาใช่หน้าของเราไม่
    (เพราะไม่มีผู้ใดใหญ่เกินกรรม(กรรมนั้นมีทั้งดีและชั่ว มีผลทั้งนั้น) ไม่มีผู้ใดรอดพ้นจากกฎแห่งกรรมไปได้สักคนเดียว)

    ถ้าเปรียบทำธุระกิจ นั่นก็หมายถึงท่านขาดทุนก่อนเลย ภาษาชาวบ้านๆก็คือพยายามคิดบวกเข้าไว้
    แต่ถ้าภาษาธรรมะก็พูดว่า นำจิตตนไปอยู่แต่ฝ่ายบุญ ฝ่ายบุญเพียงอย่างเดียว

    (ขอโทษที่ติดลมบน) อยากบ่นให้คนอื่นฟังด้วย....^-^
    ผมเชื่อว่าทุกท่านในที่นี้เป็นคนดีหมด แต่อาจจะต่างกันตรงที่สติปัญญาเท่านั้นเอง
     
  15. Mootang

    Mootang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มกราคม 2010
    โพสต์:
    129
    ค่าพลัง:
    +744
    สวัสดีครับคุณภูทยานฌาน2

    ผมอ่านข้อความของคุณภูทยานฌาน2 แล้วเห็นภาพตามเลยครับ...

    ผมก็กำลังปฏิบัติอยู่ครับ...ดูตามจิตทันบ้าง ไม่ทันบ้าง ลืมบ้าง เพราะยังเลวอยู่มากครับ

    แต่ก็จะพยายามฝึกไปต่อไปจะไม่ละทิ้งครับ....
     
  16. moopanda_kae

    moopanda_kae เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 เมษายน 2009
    โพสต์:
    546
    ค่าพลัง:
    +1,107
    โมทนาสาธุๆ ค่ะพี่ภู ^/\^

    ตอนนี้จิตเก๋ไม่นิ่งเลยค่ะ คงจะเพราะอากาศร้อนบวกกับโดนคนพูดแย่ๆ ใส่มาว่าเราจะไม่รอดแน่นอนภัยพิบัตินี้ แต่พูดตรงๆ ว่าเราเองก็ไม่ได้อยากจะใส่ใจคำพูดของเขาแต่หลายครั้งที่เห็นเราก็อดของขึ้นไม่ได้ อดคิดไม่ได้ว่าทำไมเขาต้องมาค่อนแขวะเราแบบนั้น เก๋ก็เลยรู้เลยว่าจิตเราไม่นิ่งแล้วแต่กำลังพยายามดึงกลับมาค่ะตอนนี้ก็พอกลับมาได้นิดหน่อยแล้วล่ะค่ะ T^T
     
  17. นาีคน้อย

    นาีคน้อย Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2012
    โพสต์:
    15
    ค่าพลัง:
    +40
    ผมเห็นด้วยครับ เพราะคนเรามีสติตลอดเวลา ปัญหาต่างๆ ที่มันเข้ามาหาตัวเรา เราก็สามารถหาทางออกได้เสมอ แต่คนเราควรจะเดินทางสายกลาง ตามที่พุทธองค์ทรงสั่งสอนให้เราปฎิบัติ อย่าเสพข่าวสารโดยไม่คิดไตร่ตรอง ควรจะพิจารณาตามสภาพความเป็นจริง เพราะคนเราควรยืนบนพื้นฐานความจริงเสมอ และควรมั่น เจริญสมาธิ ภาวนา รักษาศีล เมื่อมีเวลาปฏิบัติ อย่ารีบเร่ง การทำบุญทำทานก็ทำตามกำลังที่ตนมี ไม่ต้องไปกู้ยืมคนอื่นเพื่อเอามาทำบุญหรือไปหาวิธีแก้เคราะห์แก้กรรมตามที่ต่าง ๆ หรอก ตัวเองมั่นปฏิบัติดีปฎิบัติชอบก็เพียงพอแล้วหล่ะ วิบากกรรมและกรรมของทุกคนย่อมเป็นผลกระทำของตนเองมาตั้งแต่อดีตชาติหรือปัจจุบันชาติ เมื่อถึงเวลาต้องชดใช้เราก็ควรจะชดใช้เค้าเผื่อว่ามันจะได้จบและเมื่อเราละสังขารของเราแล้ว จะได้กลับบ้านแบบไม่มีอะไรมาผูกพันกันในชาตินี้หรือชาติหน้าอีก ไม่มีใครหนีกรรมได้และ็ไม่มีใครจะแก้กรรมให้เราได้เช่นกัน แม้แต่เหล่าทวยเทพก็ตามยังติดอยู่ในบ่วงกรรมเรานี้ แต่ต่างที่เค้าเสวยสุขก่อน แต่เมื่อใดบุญหมดก็ต้องกลับมาใช้กรรมอีกที เว้นแต่เราจะกลับพระนิพพานอย่างเดียวเท่านั้นแหละครับ ถึงจะพ้นสิ่งเหล่านี้ได้
     
  18. ภูภู

    ภูภู เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    3,042
    ค่าพลัง:
    +56,089
    สวัสดีครับ

    ยินดีที่ได้รู้จักกันนะครับ
    เห่อๆ เห็นภาพตามเลยหรอ แล้วอย่าลืมตามปฎิบัติให้ได้นะครับ
    ปฎิบัติกันใหม่ๆ ไม่มีผู้ใดตามทันสักคนเดียวครับ ใหม่ๆตามทันบ้าง ไม่เป็นบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะตามไม่ค่อยจะทันกัน ก็ไม่เป็นไร ถือว่าปกติดีครับ
    ดีมากครับ ดีกว่าคนที่ยังไม่เคยเริ่มเลย ยังมีโอกาสมีดวงตาเห็นธรรมก่อนครับ
    ผมช่วยภาวนานำก่อนล่วงหน้าไปแล้วนะครับ จิตคุณจะได้รวมดี และอยากจะปฎิบัติมากขึ้น
    อย่าไปดูถูกตนเองอีกนะ ศีลไม่ครบดีก็ไม่เป็นไร เพราะจู่จะให้มารักษาศีลครบเลยนั้น เป็นไปไม่ได้หรอกนะครับ
    มีอยู่ทางเดียวที่ผมสามารถแนะนำคุณได้ก็คือ ขอให้ระลึกถึงพระบ่อยๆก็แล้วกัน เดี๋ยวจิตจะได้รับพลังพุทธะ พลังพุทธานุภาพได้เองนะครับ
    คุณอยากให้จิตคุณสงบจริงๆหรือเปล่าครับ? เดี๋ยวผมจะช่วยให้อีกแรงนึงจะเอาไหม๊? แต่ต้องรับปากก่อนนะว่า ถ้ารู้สึกว่าจิตนิ่ง จิตสงบดีแล้ว คุณจะไม่ทิ้งพระ คือทำอย่างไรก็ได้ให้พระพุทธเจ้าอยู่ในจิตของตนเอง
    (คิดหนักเลยคราวนี้ อยู่ที่ตนเองนะไม่ได้บังคับ)

    เมื่อจิตคุณสงบดีแล้ว ศีลก็จะครบได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจเลยนะครับ
    ลองทำดูนะ บอกแล้วอย่าเพิ่งเชื่อ เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งเหตุผล มิใช่เชื่อแบบงมงาย แต่เราต้องไปพิสูจน์กันเองว่าจริงไหม

    ผมถือประกาศให้ทราบกันโดยทั่วไปตรงนี้กันเลยนะครับ ว่า...
    สำหรับผู้มีปัญหาเรื่องศีล ว่าศีลของตนจะครบหรือไม่ คือว่าลังเล หรือสงสัยขอให้ถามมานะครับ

    แต่ศีลแบ่งเป็น 3ระดับ ได้แก่
    ศีลหยาบ เช่น ศีล5 ศีลกุศลกรรมบท 10(ละเอียดกว่าศีล5)
    ศีลกลาง เช่น ศีล8 ศีล10
    ศีลละเอียด เช่น ศีล227 ศีล311

    แต่ศีลเป็นเสมือนการชำระล้างจิตในระดับเบื้องต้น
    แต่การเจริญภาวนา(สมาธิ+ปัญญา) หรือเรียกว่ากรรมฐานอาจแบ่ง 2ประเภท
    สมถกรรมฐานเป็นการชำระล้างจิตระดับกลาง(ละกิเลสอย่างกลางได้ชั่วคราว)
    วิปัสสนากรรมฐานเป็นการชำระล้างจิตระดับละเอียด (ละกิเลสกลางและละเอียดได้อย่างถาวร)

    พูดไปพูดมาก็จะยาวอีก เอาเป็นว่า ไม่มีผู้ใดสามารถรักษาศีลให้ครบ 100% กันได้หรอกนะ และก็อย่าไปคิดดีเกิน เอาแค่ดีพอครบได้ก็พอแล้ว
    ศีลจะมีกี่ข้อก็ตามที
    แต่ถ้าผู้ใดทำจิตตนเองนิ่งได้ จิตก็ละเอียด ศีลก็จะละเอียดตามไปด้วย เพราะจิตนิ่ง จิตสงบก็เท่ากับสำรวมกาย วาจา ใจตามไปด้วยอยู่แล้ว

    แต่สำหรับผู้ที่ไม่แน่ใจว่าตนเองจะผิดศีลหรือไม่ ขอให้พิจารณาในเบื้องต้นกันง่ายอย่างนี้ก่อนนะครับ คือ
    ขอให้ดูตัวเจตนาเป็นหลักก่อน สำหรับศีลหยาบ ศีลกลางละเอียดค่อยว่ากัน
    เพราะถ้าจิตละเอียดมากเท่าใด ศีลของท่านก็จละเอียดมากเท่านั้น อันนี้พอจะเข้าใจกันเน๊อะ อย่าเน้นวิชาการมาเลยนะ เพราะผมไม่เน้น

    แต่ผมเน้นธรรมปฎิบัติมากว่าปริยัติ(ทฤษฎี ท่องตำราฯ)
    เน้นแก่นธรรม เปลือกไม่เน้น หมายถึงไม่เน้นพิธีกรรม หรือทำบุญภายนอก แต่เน้นสร้างบุญภายใน เน้นบวชจิตเป็นหลัก
    แต่มิได้หมายถึงต้องปฎิเสธทำบุญภายนอกนะครับ แต่ถ้ามีโอกาสก็ทำเหมือนกัน
    เน้นเดินสายตรง ได้แก่ มรรค ผล นิพพาน หรือศีล สมาธิ ปัญญา
    ไม่เน้นเดินทางอ้อม ได้แก่ หลงฌาน ติดสุข ติดนิมิต ติดฤทธิ์เดช เป็นต้น
    เน้นเพื่อความหลุดพ้นแห่งทุกข์ หรือหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด
    เน้นพระนิพพานกันชาติ แต่จะถึงไม่ถึงกัน ไม่เป็นไร ตั้งเป้าหมายให้สูงเข้าไว้ อยู่ที่บุญ ความเพียรบารมีของตนเองเป็นหลัก อย่าปฎิบัติกันเล่นๆ
    นอกจากเสียเวลาแล้ว ยังเพิ่มกิเลสตนเองอีก เช่น ปฎิบัติเพื่อละกิเลส กับได้อัตตาตัวใหม่ไปแทน
    ปฎิบัติธรรมอย่าไปแค่สวรรค์ หรือว่าพรหมกันเลยครับ เพราะก็ยังไม่หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดกันอยู่ดี

    สำหรับผู้ที่มีกำลังใจถึงแล้ว อย่ารีรอกันนำจิตเข้าสู่พระนิพพานกันไปเลย
    พูดง่าย แต่ทำยากผมไม่เถียง ผมยุเลยนะสำหรับผู้ที่มีกำลังถึงแล้ว มารีรออะไรอีกหล่ะจริงไหม๊?
    แต่สำหรับกำลังใจยังไม่ถึงกัน บางท่านแค่ศีลหยาบยังรักษากันไม่ได้เลย
    ผมว่าเกินครึ่งประเทศนะ แต่ไม่ว่ากันนะ
    และเราลองมาสำรวจตนเองสิว่า เราจัดอยู่คนจำนวนหมู่มาก หรือหมู่น้อยกัน

    เพราะพระอริยสงฆ์เตือนกันไปหลายรอบแล้วนะว่า ผู้ที่รอดปลอดภัยจากภัยพิบัติกันนี้ได้ อย่างน้อยๆจะต้องมีศีล5 ครบบริบูรณ์ ยิ่งใครบวกทำภาวนาไปด้วยก็ยิ่งดีใหญ่ แต่ถามว่าผู้ไม่ได้รักษาศีล5 และไม่ทำภาวนา รอดไหม๊?
    คุณก็ลองถามตนเองว่า ตนเองเป็นคนดีไหม๊ จิตใจดีไหม๊? ดีในที่นี้หมายถึง ไม่ไปเบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น หรือผู้ที่ชอบเสียสละ ใจบุญสุญทานเป็นต้น ท่านรอดแน่ แต่ถ้าไม่รอด จิตก็ไปจุติที่สุคติได้เหมือนกัน
    เพราะอย่าไปกังวลเรื่องตาย หรือกลัวตายกันเลย เพราะคนที่ศีลครบ นักภาวนาก็ตายเหมือนกัน เพียงแต่ฝึกตาย ก่อนความตายจริงๆมาถึง

    จิตพร้อม รับภัยพิบัติกันหรือยัง?
     
  19. ภูภู

    ภูภู เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    3,042
    ค่าพลัง:
    +56,089
    ไม่มีจิตใครนิ่งกันหรอกครับ คุณก็ปกติดีทุกอย่างเหมือนกับท่านอื่นๆ
    คนส่วนใหญ่ยังมีความเห็นผิดกันอยู่มาก ว่าเราไม่มีความสุขก็เพราะคนอื่น สิ่งอื่นมาทำให้ตนนั้นไม่มีความสุข
    แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลย อยู่ที่จิตตนเองต่างเล่า ที่ไม่รู้จักนิ่ง แล้วอยู่ดีๆแล้ว จิตมันจะนิ่งเองได้ไหม๊? ตอบว่าไม่ได้ เราต้องฝึกฝนเอง ทำภาวนาเอง
    นี่เข้าเรื่อง ขอโฆษณาเรื่อง จิตเกาะพระ ง่ายที่สุด สะดวกที่สุด จิตนิ่งสงบไว แถมจิตทรงฌานลึกเข้าไปเรื่อยๆได้อีก ถ้าจิตคุณเกาะพระได้อัตโนมัตกันนะ

    จิตฝึกยาก แต่ก็ต้องฝึก

    เพราะที่แนะนำให้ฝึกกันน่ะ ไม่ใช่อะไรหรอก ประโยชน์เพื่อตนเองทั้งนั้น บุญทั้งนั้น สวรรค์ พรหม นิพพานก็อยู่ที่(จิต)ตนเองทั้งนั้น จบไหม๊?
    และที่บอกให้ฝึกกันๆ บอกกันจนปากจะฉีกถึงหูแล้ว เพราะอะไร เพราะว่า เราหนีทุกข์กันไม่พ้น อย่าพยายามหนีทุกข์ วิ่งหาสุขกันอยู่เลย ยิ่งเราทำอย่างนั้นกัน ก็เท่ากับเรายิ่งหนีตนเองไปให้ไกลอย่างน่ะ แล้วที่สุดก็หนีไปไม่พ้นกันสักรายเดียว

    แต่จะทำอย่างไร ข้อแนะนำก็คือ เราจะต้องมาเรียนรู้เรื่องทุกข์ หรือเรียนรู้อริยสัจ4 นี่ผมไม่พยายามพูดเรื่องธรรมะมากนัก เดี๋ยวคนหายหมด จัดหนักไม่ได้ ถ้าใครอยากได้หนักๆนะ ขอหลังเวที PM โน้น
    ทุกข์นั้นไม่มีใครทำให้เราเป็นทุกข์ เราก็อย่านำความสุขไปฝากไว้กับคนอื่น หรือสิ่งอื่นๆกัน
    เพราะความสุข หรือความทุกข์ก็อยู่ที่ภายในจิตของท่าน นั่นไง
    ใครทุกข์ ผู้นั้นจะต้องแก้เอง ดับทุกข์เอง เพราะทุกข์เกิดที่ไหนก็ให้ดับที่ต้นเหตุนั่น ถามว่ายามปกติดับทุกข์กันได้ไหม๊? ตอบว่าไม่ได้หรอก
    เหมือนกิเลสหน่ะ อยู่ดีๆตัดกิเลสตนเองตรงนี้กันได้ไหม๊? อาจจะได้ แต่เพียงชั่วคราวกันเท่านั้น
    แล้วจะทำอย่างไรถึงจะดับทุกข์ หรือตัดกิเลสตนเองได้ ตอบว่า
    ก็ทำจิตเกาะพระกันบ่อยๆสิ

    จบกัน
     
  20. ภูภู

    ภูภู เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    3,042
    ค่าพลัง:
    +56,089
    สาร์นจากมิสเตอร์ภู​


    ผู้ปฎิบัติจะให้ได้ผลกันเร็วๆ
    อย่าไปอ่าน หรือท่องจำตำรามากนัก เพราะที่ภายในจิตนั้น ไม่มีการสอบภาคทฤษฎีกันนะ มีแต่สอบภาคปฎิบัติอย่างเดียว
    เพราะปฎิบัติธรรมกันเพื่ออะไร ลองตอบตนเองดูนะครับ

    ต่อให้ท่านไปท่องจำพระไตรปิฎก หรือท่องจำทั้ง 84000พระธรรมขันธ์ได้ทั้งหมด
    ก็มิอาจทำให้ท่านมีดวงตาเห็นธรรม หรือบรรลุธรรมกันได้
    เพราะการเรียนรู้ธรรมะนั้น ไม่เหมือนกับการเรียนรู้กันที่โรงเรียน หรือมหา'ลัย
    เพราะการเรียนรู้ธรรมะนั้น เราจะต้องนำจิตตนเองไปเรียนรู้ทั้งหมด ที่นักภาวนากำลังทำกันอยู่นั้น ไม่ใช่เพียงแค่ตามดู ตามรู้ และด้วยใจเป็นกลางกันเฉยๆ เหมือนที่เรารู้ทฤษฎีกัน นอกจากการสร้างสติให้เกิดบ่อยๆกันแล้ว
    เราจะต้องขยันจดจำอาการ หรืออารมณ์ของจิตตนเองไปด้วย เอาตามที่สติของเราเกิดนั่นแหล่ะ!
    แต่เลือกจดจำเฉพาะอาการ หรืออารมณ์ หรือความรู้สึกของจิตณ.ขณะปัจจุบันเท่านั้น
    เช่น ตอนนี้จิตเรากำลังเบื่อ สติก็มารายงานบอกเราว่า ณ.ขณะนี้ จิตกำลังเบื่อ แต่จะมีปัญหากันตรงนี้นี่แหล่ะ หรือไม่ทำตามทฤษฎีกัน คือไม่พยายามทำใจให้เป็นกลางกันจริงๆ นี่ปฎิบัติภายในจิตมันยากตรงนี้ ตรงที่ไม่มีใครเห็น ครู อาจารย์ก็ไม่มีใครเห็น มีแต่เราเห็นคนเดียว เพราะเราเป็นผู้ปฎิบัติใช่ไหม๊? (เจาะลึกเลยนะ)
    พอเรา หรือสติเราไม่เป็นกลางแล้ว คือพวกที่มีความพยายามสูง หรือตั้งใจมากเกินไป เลยสติไปนำน้องจิตเสียเองเลยคราวนี้ หมายถึงสติไปยุ่ง วุ่นวาย ไปบังคับ ขู่เข็นจิตตนเองโดยไม่รู้ตัว
    ขอบอกกันก่อน เขาให้ดูจิตกันเฉยๆ ทำเป็นเหมือนผู้ดูที่ดี หรือผู้ฟังที่ดี คือฟังลูกเดียว อย่าไปออกความคิดเห็นกัันน่ะ
    (พอจะเข้าใจกันบ้างหรือยัง???)

    และก็อย่านำธรรมะของพระพุทธองค์มาเถียงเลย มันไม่มีประโยชน์นอกจากจะทำผิดศีลละอียดกันแล้ว ยังปรามาสพระธรรมกันโดยไม่รู้ตัว อย่าไปอวดรู้ธรรมมากนัก มันก็ไม่มีประโยชน์กับตนเอง นอกจากไปสร้างอัตตากันขึ้นมาใหม่กันเปล่าๆ
    เพราะคนบรรลุธรรมกันจริง เขาไม่มัวมานั่งเถียงทำให้จิตเสียกันหรอกนะ
    นิสัยผู้บรรลุธรรมกันจริงๆ เขาจะอยู่แบบปลีกวิเวก ปลีกตนเพียงลำพัง แต่ถ้าเลี่ยงผู้คนไม่ได้ เขาจะนำจิตเข้าอุเบกขาญาณไป คือทำเป็นทองไม่รู้ร้อน หรือเฉยๆ เฉยในที่นี้หมายถึงจิตเฉยแต่รู้หมดนะ

    หรือถ้าเป็นพระอรหันต์ ท่านจะพักจิตของท่านโดย เข้านิโรธสมาบัติ(สมาบัติ8) หรือเรียกว่า การดับสัญญา(ความจำ)กับเวทนา(ความรู้สึก) หรือเรียกกันว่า เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ถือว่าเป็นสมาธิขั้นสูงสุดของพระพุทธศาสนาของเราก็ว่าได้

    เราคนปุถุชน หรือคนธรรมดา ทำแค่จิตเป็นสมาธิก็ถือว่าเลิศแล้ว

    ขอความสุขสวัสดีแก่ผู้ปฎิบัติดี ปฎิบัติชอบ และปฎิบัติตามพระธรรม หรือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า จงบังเกิดแก่พวกท่านทั้งหลาย ทั้งปวง และ
    ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปด้วยเทอญ..
    .
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 7 เมษายน 2012

แชร์หน้านี้

Loading...