ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,224
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เอริก ทรัมป์ เปิดตัวโลโก้ใหม่อย่างเป็นทางการของท่าอากาศยานนานาชาติโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ (Donald J. Trump International Airport) ในเมืองปาล์มบีช รัฐฟลอริดา
    FB_IMG_1778023705398.jpg
    Source: Fox News

    https://www.facebook.com/share/p/1CerLPLUQF/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,224
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สหรัฐฯ อนุมัติขายชุดอุปกรณ์ระเบิดนำวิถี GPS ให้ยูเครน มูลค่า 374 ล้านดอลลาร์
    ทางการสหรัฐฯ เพิ่งอนุมัติการขายชุดอุปกรณ์นำวิถีสำหรับระเบิด (JDAM) ให้แก่ยูเครน ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสนับสนุนครั้งสำคัญ
    FB_IMG_1778023821014.jpg
    รายละเอียดอาวุธ
    • สิ่งที่ได้รับ: ชุดอุปกรณ์ส่วนหาง จากบริษัท Boeing จำนวนสูงสุดถึง 1,532 ชุด
    • ประสิทธิภาพ: อุปกรณ์นี้จะนำไปติดตั้งเข้ากับระเบิดธรรมดา (ระเบิดเหล็ก) เพื่อเปลี่ยนให้เป็น "อาวุธนำวิถีความแม่นยำสูง" ที่สามารถพุ่งเป้าโจมตีได้ไกลถึง 45 ไมล์

    ประเด็นสำคัญ: "ซื้อเอง นักเลงพอ"
    จุดที่น่าจับตามองที่สุดของดีลนี้คือ "นี่ไม่ใช่เงินภาษีของคนอเมริกัน" โดยเปลี่ยนจาก "ให้ฟรี" เป็น "ซื้อขาย": ยูเครนเป็นผู้ควักเงินจ่ายโดยตรง ซึ่งเป็นไปตามแนวทางที่รัฐบาลทรัมป์ต้องการเป๊ะ นั่นคือ "ยูเครนจ่าย อเมริกาจัดให้" (Kyiv pays, America supplies)
    • เปรียบเทียบในอดีตยุคไบเดน: เมื่อเดือนธันวาคม 2022 เพนตากอนเคยส่งอาวุธชนิดเดียวกันนี้ให้ยูเครนแบบฟรีๆ แต่ในครั้งนี้ ยูเครนจะได้รับ "ใบแจ้งหนี้" แทน
    อเมริกายังคงสนับสนุนอาวุธให้ยูเครน แต่เปลี่ยนโมเดลจาก "ความช่วยเหลือฟรี" มาเป็นการ "ขายขาด" เพื่อลดภาระงบประมาณของสหรัฐฯ ตามนโยบายชูธงของประธานาธิบดีทรัมป์
    Source: Bloomberg


    https://www.facebook.com/share/p/1DBUvHMuoZ/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,224
    ค่าพลัง:
    +97,153
    พันโท แมทธิว โลเมียร์ ได้รับการรับรองให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงกองทัพอากาศ แล้ว!

    จากการถูกไบเดนไล่ออกเพียงเพราะออกมาพูดต่อต้านนโยบาย DEI ในกองทัพ... สู่การได้รับการรับรองจากวุฒิสภาสหรัฐฯ ให้เป็นผู้นำพลเรือนอันดับ 2 ของกองทัพอากาศทั้งหมด
    นี่สิที่เรียกว่าการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่!

    ️ โลเมียร์ อดีตนักบิน F-15 และผู้บังคับบัญชาหน่วยกองทัพอวกาศ (Space Force) เคยถูกลงโทษในปี 2021 ข้อหาเปิดโปงอุดมการณ์มาร์กซิสต์ที่กำลังคืบคลานเข้าสู่กองทัพของเรา มาวันนี้ภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์ เขาได้รับไฟเขียวให้เข้ามาช่วยนำทัพเหล่าทหารอากาศและผู้พิทักษ์อวกาศกว่า 600,000 นายเพื่อกอบกู้สติและวิจารณญาณที่ถูกต้องกลับคืนสู่กองทัพ

    ✅ วุฒิสภารับรองด้วยคะแนน: 52–46
    ✅ จะดูแลรับผิดชอบงบประมาณ: กว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ ในปฏิบัติการของกองทัพอากาศและกองทัพอวกาศ
    ✅ ให้คำมั่น: จะยุติ "สิ่งรบกวนแนวคิด Woke" และมุ่งเน้นไปที่ความพร้อมของภารกิจเป็นหลัก

    นี่คือหน้าตาของผู้นำแบบ "อเมริกาต้องมาก่อน" (America FIRST)
    จะไม่มีการขอโทษอีกต่อไป สำหรับการเลือกผลประโยชน์ของชาติมาก่อนเรื่องการเมือง!

    Source: DoD

    https://www.facebook.com/share/p/1ApsDtcPV3/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,224
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อเมริกาใต้เบนเข็มสู่ฝ่ายขวา: หลายประเทศพากันเลือกผู้นำอนุรักษนิยม

    FB_IMG_1778023924506.jpg

    ในช่วงปีที่ผ่านมา ภูมิภาคอเมริกาใต้มีการเปลี่ยนแปลงทางเมืองครั้งใหญ่ โดยหันไปหาการปกครองแบบ ฝ่ายขวา/อนุรักษนิยม (Right-wing/Conservative) มากขึ้น หลังจากที่ประเทศอย่าง โบลิเวีย ชิลี และฮอนดูรัส ต่างพากันเลือกผู้สมัครจากฝ่ายขวาขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้นำ
    มีการคาดการณ์ว่า บราซิลและโคลอมเบีย อาจเป็นประเทศลำดับถัดไปที่จะเลือกผู้นำฝ่ายขวาเข้ามาบริหารประเทศ
    หากเป็นไปตามคาด จะส่งผลให้พื้นที่เกือบทั้งหมดของทวีปอเมริกาใต้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลฝ่ายขวา/อนุรักษนิยม ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจที่ตรงกันข้ามกับยุคที่ถูกขับเคลื่อนโดยอุดมการณ์ ฝ่ายซ้าย/สังคมนิยม/คอมมิวนิสต์ อย่างสิ้นเชิง
    Source: Visegrad24

    https://www.facebook.com/share/p/1C6yedwD7B/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,224
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "เหตุใดการถอนทหารของทรัมป์อาจเข้าทางปูติน": ความกังวลของโลกที่ว่า "ประธานาธิบดีสหรัฐฯกำลังช่วยเหลือรัสเซีย"

    "จากนักวิเคราะห์ โดนัลด์ ทรัมป์ ใกล้ที่จะดำเนินการหลายขั้นตอนที่อยู่ใน 'รายการความต้องการ' ของรัสเซียในยุโรปมานานแล้ว ซึ่งรวมถึงการลดกำลังทหารอเมริกันในเยอรมนี และอาจยกเลิกการประจำการขีปนาวุธระยะไกลที่สามารถโจมตีเป้าหมายในรัสเซียฝั่งยุโรปได้

    การยกเลิกประจำการขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์กในเยอรมนีหรือยุโรปตะวันออกจะเป็นการยอมอ่อนข้อให้เครมลินอย่างมาก นั่นหมายถึงการทิ้งดุลอำนาจของนาโตในด้านอาวุธระยะไกล ในขณะที่รัสเซียมีความสามารถในการโจมตีเป้าหมายทั่วทั้งยุโรปอยู่แล้ว ทั้งด้วยหัวรบแบบธรรมดาและหัวรบนิวเคลียร์ ในขณะเดียวกันมอสโกก็หวาดกลัวสถานการณ์ "การโจมตี" ด้วยขีปนาวุธนำวิถีที่มีความแม่นยำสูง ซึ่งสามารถโจมตีเมืองหลวงได้ภายในไม่กี่นาที

    การตัดสินใจของวอชิงตันไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในยุโรปเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อพลวัตของ... ความขัดแย้งนี้จะช่วยเสริมสร้างตำแหน่งของมอสโกและลดแรงกดดันต่อโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของมอสโก"

    05/05/2026

    https://www.facebook.com/share/p/14aSutc5tWy/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,224
    ค่าพลัง:
    +97,153
    @... "เหม็รครวญ ครม.ไทยยกเลิก MOU44, ถือว่าสิ้นสุดโดยสมบูรณ์ ไม่ต้องผ่านรัฐสภา"
    FB_IMG_1778024233636.jpg
    ***... 5 พฤษภาคม 2569(2026) อีก 1 วันประวัติศาสตร์ หลังจากรอคอยมาและถูกพันธนาการน่านน้ำไทยมานาน 25 ปี, ครม. ไทยมีมติยกเลิก MOU 2544

    ... สำหรับกระบวนการทางกฎหมาย รัฐบาลชี้แจงว่าการยกเลิกครั้งนี้เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร ไม่เข้าข่ายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 178 วงเล็บ 2 ที่ต้องขออนุมัติจากรัฐสภา

    ... วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเลิกบันทึกความเข้าใจ

    "ว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน"

    หรือ MOU 2544 โดยมีมติให้ปรับแนวทางไปใช้กลไกกฎหมายระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินการ เพื่อยกระดับการคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ

    ......................................

    ***... ทาง นายปรัก สุคน รองนายกและรมต.ต่างประเทศของกัมพูชา ออกแถลงการณ์ภายหลังการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีไทย ว่า บันทึกความเข้าใจดังกล่าวเป็น

    “กรอบความร่วมมือทวิภาคีเพียงหนึ่งเดียว ในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเลที่ทับซ้อนกัน และส่งเสริมการกำหนดเขตแดนอย่างสันติวิธีตามกฎหมายระหว่างประเทศ"

    การกระทำของประเทศไทยเป็นการเบี่ยงเบนจากเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นทางการเมือง ที่ทำให้ทั้งสองประเทศสามารถสร้างกลไกความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้

    กัมพูชาขอแสดงความเสียใจต่อการตัดสินใจครั้งนี้ของฝ่ายไทย กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเริ่มกระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS)

    (***... 1970 เส้นที่นายพลลอนนอลขีดไปด้านตะวันตกไม่อ่าวไทยแล้วก็พาดกลางเกาะกูดแบบมโนไร้เหตุผลไร้หลักการทางกฎหมายทางทะเลนั้นแต่เขมรกับยึดถือมาเป็นเวลา 56 ปีมันคือการปล้นเชิงแผนที่ชัดๆคนไทยก็ยอมไม่ได้... สาเหตุที่แกร่างเส้นนี้มาก็เพราะว่าปีนั้น แกไปโค่นล้มกษัตริย์สีหนุเจ้านายเก่าแก กลัวชาวเขมรจะลุกฮือต่อต้านก็เลยเบี่ยงเบนความสนใจโดยการจะไปปล้นดินแดนน่านน้ำของไทย จึงขีดเส้นแนวน่านน้ำดังกล่าว... แล้วชาวเหม็ร ก็ยึดถือเป็นตุเป็นตะมาจนถึงปัจจุบัน )

    https://www.facebook.com/share/1aSszWXGhL/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,224
    ค่าพลัง:
    +97,153
    แผนที่หลัง MOU 44 มีปัญหา เพราะเกาะกูดเป็นของไทย ตาม "หนังสือสัญญาประกอบระวางสยามกับฝรั่งเศส" หรือที่เรารู้จักกันในนาม สนธิสัญญาปี ค.ศ. 1907 (พ.ศ. 2450) จะไปปรากฏ อยู่ใน แผนที่ MOU 44 แบบคลุมเคลือบ ว่า เป็นพื้นที่พิพาทหรือเปล่า ถ้ายังให้มีแผนที่อีก ก็อาจจะเป็นการไปลดความสำคัญ การเป็นเจ้าของตาม หนังสือสัญญา ซึ่งจากข่าวที่ผ่านมา กัมพูชาอ้างเป็นเจ้าของโดย แสดงแผนที่หลัง MOU 44 ไม่เอ่ยถึง หนังสือสัญญาประกอบระวางสยามกับฝรั่งเศส จนบางครั้ง ผมยังคิดว่า กัมพูชา ไม่ได้สนใจ MOU 44 ที่กัมพูชาให้ความสำคัญคือแผนที่หลัง MOU 44 มากกว่า

    ---++

    รู้หรือไม่..? ว่าเกาะกูด (Koh Kood) จังหวัดตราด ที่เราเห็นเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามระดับโลกในทุกวันนี้ มี "ใบเกิด" ทางกฎหมายระหว่างประเทศที่ชัดเจนมานานกว่า 119 ปีแล้ว โดยระบุไว้ใน "หนังสือสัญญาประกอบระวางสยามกับฝรั่งเศส" หรือที่เรารู้จักกันในนาม สนธิสัญญาปี ค.ศ. 1907 (พ.ศ. 2450)

    บทความนี้จะพาทุกท่านย้อนรอยประวัติศาสตร์และเจาะลึกข้อความในสนธิสัญญา เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงทางกฎหมายและประวัติศาสตร์

    บริบทประวัติศาสตร์: การแลกเปลี่ยนที่เจ็บปวดแต่ชัดเจน
    ย้อนกลับไปในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ท่ามกลางยุคอาณานิคมที่สยามต้องเผชิญกับการรุกรานของมหาอำนาจตะวันตก สนธิสัญญาปี 2450 คือหมุดหมายสำคัญที่สุดประการหนึ่งในการกำหนดเขตแดนฝั่งตะวันออก

    สาระสำคัญของสนธิสัญญานี้คือ สยามยอมยกดินแดนพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ (ซึ่งขณะนั้นอยู่ในอำนาจสยาม) ให้แก่ฝรั่งเศส เพื่อแลกกับการที่ฝรั่งเศสยอม "คืน" เมืองตราด เมืองด่านซ้าย และบรรดาเกาะแก่งทั้งหลายที่อยู่ภายใต้การครอบครองของฝรั่งเศสในขณะนั้นกลับมาเป็นของสยาม

    หลักฐานที่ระบุในสนธิสัญญา: "เกาะกูดเป็นของสยาม"
    ในตัวบทของสนธิสัญญาปี 2450 ข้อที่ 2 และระบุรายละเอียดเพิ่มเติมในพิธีสาร (Protocol) เกี่ยวกับการปักปันเขตแดน มีข้อความสำคัญระบุไว้ชัดเจนว่า:

    "รัฐบาลฝรั่งเศสยอมยกดินแดนเมืองด่านซ้าย และเมืองตราด กับทั้งเกาะทั้งหลายซึ่งอยู่ภายใต้แหลมเลมลิงลงไปจนถึงเกาะกูดนั้นให้แก่กรุงสยาม..."

    คำว่า "ตั้งแต่แหลมเลมลิงลงไปจนถึงเกาะกูด" คือกุญแจสำคัญ แหลมเลมลิง (Laem Lem Ling) ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดตราดในปัจจุบัน เมื่อลากเส้นเขตแดนตามแนวทางทิศใต้ สนธิสัญญาได้ระบุชื่อ "เกาะกูด" ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่าให้ตกเป็นของสยามอย่างเด็ดขาดและไม่มีเงื่อนไข

    วิเคราะห์ในเชิงนิติศาสตร์ระหว่างประเทศ
    ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ สนธิสัญญา (Treaty) ถือเป็นที่สิ้นสุดและมีผลผูกพันเหนือสิ่งอื่นใดในการกำหนดอธิปไตยเหนือดินแดน ข้อความในสนธิสัญญาปี 2450 นี้จึงเป็น "หลักฐานชั้นต้น" ที่ทรงพลังที่สุดที่ยืนยันว่า:

    เกาะกูดไม่เคยเป็นดินแดนทับซ้อนในเชิงพื้นที่บก: ดินแดนบกของเกาะกูดมีข้อยุติในระดับสากลแล้วว่าเป็นของไทย

    ความเป็นเจ้าของเกาะกูดส่งผลต่อเขตทางทะเล: ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เกาะที่มีผู้อยู่อาศัยและมีวงจรเศรษฐกิจย่อมมีสิทธิในการประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) รอบเกาะ

    ความท้าทายในปัจจุบัน: พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (OCA)
    แม้ในทางประวัติศาสตร์และกฎหมายบก "เกาะกูด" จะเป็นของไทยอย่างชัดเจน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือเรื่อง เส้นเขตไหล่ทวีปในทะเล ที่กัมพูชาได้ลากเส้นอ้างสิทธิผ่านกลางเกาะกูดในปี 2515 (ค.ศ. 1972) ในขณะที่ไทยยืนยันเส้นเขตแดนตามสนธิสัญญา 2450 เป็นหลัก

    การทำความเข้าใจสนธิสัญญาปี 2450 จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการอ่านพงศาวดาร แต่คือการถือ "โฉนดที่ดินฉบับประวัติศาสตร์" ไว้ในมือ เพื่อใช้เป็นฐานอำนาจในการเจรจาผลประโยชน์ของชาติ ทั้งเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (Overlapping Claims Area - OCA) และการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ

    ✅ ทางเลือกประเทศไทย: ปกป้องด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพียงอารมณ์
    ในฐานะพลเมืองไทย การติดตามข้อมูลเรื่องนี้ควรยึดหลักดังนี้:

    ศึกษาข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงที่เป็นทางการ: เช่น กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ

    ใช้เหตุผลและหลักกฎหมายสากล: การเจรจาระหว่างประเทศไม่ได้ใช้เพียงความรู้สึก แต่ต้องใช้หลักฐานที่นานาชาติยอมรับ

    สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในสังคม: เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ถูกนำไปบิดเบือนหรือใช้เป็นเครื่องมือสร้างความขัดแย้งที่เกินเลยจากข้อเท็จจริง

    สนธิสัญญาปี 2450 คือมรดกทางวิเทโศบายของบูรพมหากษัตริย์สยามที่ทำให้เรายังมีเกาะกูดที่งดงามอยู่ในแผนที่ประเทศไทยในวันนี้ หน้าที่ของพวกเราคือการทำความเข้าใจความจริงนี้ให้ลึกซึ้ง เพื่อร่วมกันรักษาผลประโยชน์ของชาติสืบต่อไป

    #ทางเลือกประเทศไทย #เกาะกูด #สนธิสัญญา2450 #ประวัติศาสตร์ไทย #อธิปไตยไทย

    https://www.facebook.com/share/p/1YcTJDaESS/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,224
    ค่าพลัง:
    +97,153
    6 พ.ค. ปธน.ทรัมป์สั่งยุติการนำเรือต่างชาติออกจากช่องแคบฮอร์มุสชั่วคราว รอดูความคืบหน้าเจรจากับอิหร่านที่จะสรุปและลงนามข้อตกลงกับสหรัฐได้หรือไม่ การปิดกั้นของเรือสหรัฐในช่องแคบฮอร์มุสยังเต็มรูปแบบเหมือนเดิม BTimes

    May 6, 2026 เบรกชั่วคราว! ปธน.ทรัมป์สั่งยุติการนำเรือต่างชาติออกจากช่องแคบฮอร์มุสชั่วคราว รอดูความคืบหน้าเจรจากับอิหร่าน การปิดกั้นของเรือสหรัฐในช่องแคบฮอร์มุสยังเต็มรูปแบบเหมือนเดิม

    นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาโพสต์ข้อความเกี่ยวกับการยุติโครงการเรือสหรัฐนำเรือต่างชาติออกจากช่องแคบเป็นการชั่วคราว มีดังนี้

    ตามคําขอของประเทศปากีสถาน และประเทศอื่น ๆ ความสําเร็จทางทหารอันยิ่งใหญ่ที่สหรัฐอเมริกามีในปฏิบัติการทหารกับประเทศอิหร่าน นอกจากนี้ จากความจริงที่ว่ามีความก้าวหน้าอย่างมากไปสู่ข้อตกลงที่สมบูรณ์ และขั้นสุดท้ายกับตัวแทนของอิหร่าน

    สหรัฐอเมริกาตกลงร่วมกันว่า ในขณะที่การปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุสของกองเรือรบสหรัฐอเมริกาจะยังคงมีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์เหมือนเดิม โครงการเรือสหรัฐช่วยนำเรือต่างชาติผ่านช่องแคบฮอร์มุส จะหยุดชั่วคราวในช่วงเวลาสั้น ๆ เพื่อรอดูว่าข้อตกลงระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาสามารถสรุป และลงนามได้หรือไม่

    #ทรัมป์ #อิหร่าน #สหรัฐ #BTimes

    https://www.facebook.com/share/18CYYFi5Ys/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,224
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ฮอนด้าช็อกตลาดรถอีวีอีก หยุดลงทุนโรงงานผลิตรถอีวี-แบตเตอรี่รถอีวีกว่า 360,000 ล้านในแคนาดาอย่างไม่มีกำหนด ตลาดรถอีวีในสหรัฐดิ่งหนักกว่า 30% เลิกผลิตรุ่นอีวีกับค่ายจีเอ็ม BTimes

    May 6, 2026 หยุดทันที! ฮอนด้าช็อกตลาดรถอีวีอีกรอบ หยุดแผนลงทุนโรงงานผลิตรถอีวี-แบตเตอรี่รถอีวีกว่า 360,000 ล้านในแคนาดาอย่างไม่มีกำหนด ยอดขายรถอีวีในสหรัฐดิ่งหนักกว่า 30% เลิกผลิตรุ่นอีวีกับค่ายจีเอ็ม ตั้งเข็มพุ่งผลิตไฮบริดในอเมริกาเหนือ ยอดขายฮอนด้าทั่วโลกปี 2025 ได้กว่า 3.5 ล้านคันร่วง 8%

    ฮอนด้า มอเตอร์ ค่ายผลิตรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศญี่ปุ่น ประกาศหยุดแผนการสร้างโรงงานรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศแคนาดามูลค่า 15,000 ดอลลาร์แคนาดา หรือ 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 363,000 ล้านบาท โรงงานผลิตรถอีวีของฮอนด้าตามแผนลงทุนนี้ ตั้งเป้าหมายการผลิตที่ 240,000 คันต่อปี และโรงงานแบตเตอรี่ สำหรับรถอีวี ซึ่งได้ซื้อที่ดิน และได้รับการสนับสนุนทางด้านงบประมาณจากรัฐบาลแคนาดา

    ก่อนหน้านี้ ฮอนด้า มอเตอร์ ญี่ปุ่น ตัดสินใจในเดือนพฤษภาคมปีผ่านมา ที่จะเลื่อนการก่อสร้างโรงงานผลิตรถอีวี และโรงงานแบตเตอรี่อีวีในเมืองออนแทรีโอออกไป 2 ปี แผนการลงทุนสูงถึงกว่า 360,000 ล้านบาทถูกประกาศครั้งแรกในเมษายน 2024 และมีกําหนดจะเริ่มสร้างให้เร็วที่สุดในปี 2028

    ฮอนด้า มอเตอร์ ประกาศนโยบายและแนวทางชัดเจนว่า ปรับลดการลงทุนทั่วโลกในการผลิตรถอีวี และซอฟต์แวร์รถอีวีภายในปี 2030 จากที่ตั้งมูลค่าการลงทุนสูงถึง 7 ล้านล้านเยน ในปัจจุบัน และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนในอเมริกาเหนือเพื่อมุ่งเน้นไปที่ตลาดรถเครื่องยนต์ไฮบริด

    สาเหตุจากความต้องการรถอีวีซบเซามากในตลาดสหรัฐอเมริกา ยอดขายรถอีวีในตลาดสหรัฐอเมริกาเมื่อไตรมาสที่ 4 ในปี 2025 ตกต่ำมากถึง -36% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2024 ในขณะเดียวกัน ส่วนแบ่งตลาดของรถยนต์ไฮบริดในยอดขายรถยนต์ใหม่โดยรวมพุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 19% จากที่ระดับ 11% ในปีก่อนหน้านั้น

    โครงการลงทุนครั้งใหญ่ของฮอนด้านี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อได้ใช้ประโยชน์จากนโยบายรัฐบาลสหรัฐอเมริกาด้วยการลดหย่อนหักลดหย่อนภาษีของผู้บริโภคที่ซื้อรถอีวี ซึ่งนโยบายนี้รวมอยู่ในกฎหมายการลดเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกาในปี 2022 ภายใต้สมัยอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน แต่นโยบายนี้กลับถูกยกเลิกในเดือนกันยายนปี 2025 เมื่อประธานาธิบดีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลให้ราคารถอีวีมีราคาแพงขึ้นมาก เช่น ราคาขายรถอีวีของแบรนด์เทสลาเพิ่มขึ้น 20%

    นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกาประกาศลดข้อกําหนดการประหยัดน้ํามันเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ยให้สําหรับผู้ผลิตรถยนต์เครื่องสันดาป ส่งผลให้ค่ายรถยนต์ในสหรัฐอเมริกาสามารถเพิ่มกำลังการผลิตรถยนต์เครื่องน้ำมันโดยไม่ต้องผลิตรถอีวีเป็นจํานวนมาก และการเจรจาการค้าโดยเฉพาะนโยบายภาษีศุลกากรที่หยุดชะงักลงระหว่างสหรัฐอเมริกา และแคนาดา เพิ่มความไม่แน่นอนสูงขึ้น ฮอนด้า มอเตอร์ เปิดเผยต่อไปว่า (มีต่อหน้า 2/2)


    (BTimes หน้า 2/2) ฮอนด้า มอเตอร์ เปิดเผยต่อไปว่า สภาพตลาดรถอีวีไม่มีแนวโน้มดีขึ้นในระยะสั้นแต่อย่างใด ฮอนด้าตัดสินใจระงับโครงการอย่างไม่มีกําหนด และได้เข้าสู่การเจรจากับรัฐบาลแคนาดา โอกาสในการกลับมาพิจารณาการลงทุนดังกล่าวขึ้นอยู่กับนโยบายอุตสาหกรรม และตลาดรถอีวีในภูมิภาคอเมริกาเหนือจะไปในทิศทางใด

    ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ ฮอนด้า มอเตอร์ ประกาศปรับเปลี่ยนนโยบายเกี่ยวกับทิศทางการลงทุนผลิตรถอีวีชัดเจน ฮอนด้าประกาศยุติการผลิตรถอีวีรุ่นโพรล็อก Prolog EV ซึ่งพัฒนาร่วมกับค่ายเจนเนอรัล มอเตอร์ อย่างเร็วที่สุดในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 โดยยอดขายรุ่นดังกล่าวจะสิ้นสุดลงเมื่อสต็อกรถรุ่นนี้หมดลง

    ในเดือนมีนาคมที่พึ่งผ่านไป ฮอนด้า มอเตอร์ ประกาศยกเลิกการพัฒนารถอีวีถึง 3 รุ่นสำหรับบตลาดรถอีวีในอเมริกาเหนือ รวมถึง 2 รุ่นจากซีรีส์ 0 ที่เป็นรุ่นเรือธง ส่งผลให้ฮอนด้า มอเตอร์ คาดว่าจะขาดทุนมากถึง 2.5 ล้านล้านเยน หรือ 15,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 514,800 ล้านบาทภายในปีงบประมาณ 2026 เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว ฮอนด้า มอเตอร์ ยุติการผลิตรถอีวีรุ่นอะคูรา แซดดีเอ็กซ์ มันตัดสินใจ

    สำหรับยอดขายรถยนต์ทั่วโลกของฮอนด้า พบว่า ลดลง 8% ในปี 2025 มีจำนวน 3.52 ล้านคัน โดยเฉพาะในประเทศจีน ฮอนด้ามียอดขายลดดิ่งเหวลึกถึง -60% จากที่เคยมียอดขายจุดสูงสุดในตลาดรถยนต์จีนในปี 2020 ผ่านมา เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นพยายามดิ้นรนเพื่อแข่งขันด้านราคากับคู่แข่งในท้องถิ่น ในขณะเดียวกัน ตลาดอเมริกาเหนือสร้างยอดขายโดยรวมมากกว่า 40% เนื่องจากความต้องการน้ํามันเบนซิน และรถยนต์ไฮบริด

    #ฮอนด้า #รถน้ำมัน #รถอีวี #สหรัฐ #แคนาดา #BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/18YRqKemc3/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,224
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ตลาดน้ำมันดิบโลกปิดลงกว่า 4 ดอลล์ เหลือกว่า 102 ดอลล์ สายเดินเรือเผยเรือพาณิชย์ต่างชาติ 2 ลำออกจากช่องแคบฮอร์มุสได้ อิหร่านก้นร้อนอ้างไม่มีเรือต่างชาติผ่านได้ ราคาน้ำมันในไทยทรงตัวมา 6 วันติดกัน BTimes

    May 6, 2026 พลิกร่วงลง! ตลาดน้ำมันดิบโลกปิดลงกว่า 4 ดอลลาร์ เหลือกว่า 102 ดอลลาร์ เรือพาณิชย์ต่างชาติ 2 ลำออกจากช่องแคบฮอร์มุสได้ อิหร่านอ้างไม่มีเรือต่างชาติผ่านได้ ราคาน้ำมันในไทยทรงตัวมา 6 วันติดกัน

    ตลาดซื้อขายน้ำมันดิบ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา รายงานว่า วันที่ 5 พฤษภาคม 2026 ราคาน้ำมันดิบไนเม็กซ์ นิวยอร์ก สหรัฐ ปิดที่ 102.27 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล -4.15 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล หรือ -3.9% สัปดาห์ผ่านไปราคาไนเม็กซ์ สหรัฐ +2.9%

    ด้านราคาน้ำมันดิบเบร็นท์ อังกฤษ ทะเลเหนือ ปิดที่ 109.87 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล -4.57 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล หรือ -4.0%

    สาเหตุจาก เมอส์ก(MAERSK) บริษัทสายเดินเรือขนส่งสินค้าทางทะเลชื่อดังระดับโลก เปิดเผยว่าเรือขนส่งสินค้าของพันธมิตรในเครือบริษัทดังกล่าวจำนวนสองลำได้รับการนำพาออกมาจากช่องแคบฮอร์มุสโดยกองเรือรบสหรัฐ ท่ามกลางอิหร่านออกมาอ้าง ปฏิเสธว่าไม่มีเรือต่างชาติใดใดผ่านช่องแคบฮอร์มุส

    สหรัฐอเมริกายืนยันว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านยังคงมีผลบังคับใช้ตามปกติ ถึงแม้ว่าอิหร่านจะเปิดการโจมตีด้วยขีปนาวุธ และโดรนเข้าใส่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ ผู้ค้าน้ำมันปรับราคาขายปลีกน้ำมันมีผลวันที่ 1 พฤษภาคม 2026 ซึ่งเป็นการปรับขึ้นสำหรับน้ำมันดีเซลครั้งแรกในรอบ 8 วันผ่านมา หรือตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน โดยขึ้นราคาดีเซล 0.60 บาท/ลิตร ส่งผลต่อราคาน้ำมันดีเซลบี7 ขึ้นมาอยู่ลิตรละ 40.80 บาท ส่งผลน้ำมันดีเซลที่มีราคาสูงสุดในรอบ 8 วันผ่านมา หรือนับตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2026 มีราคาน้ำมันดีเซล 50.54 บาท ทำสถิติเป็นราคาดีเซลสูงสุดเป็นประวัติประวัติศาสตร์ของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ราคาดีเซลลิตรละ 40.80 บาท ยังคงพุ่งสูงกว่า 36% เมื่อเทียบกับราคาในช่วงก่อนเกิดสงครามอิหร่าน

    สำหรับราคาขายน้ำมันเบนซิน และแก๊สโซฮอล์นั้น ปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 15 วัน หรือตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2026 โดยปรับขึ้นลิตรละ 0.85 บาท ส่งผลต่อราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์95 ลงมาอยู่ลิตรละ 43.30 บาท ส่งผลน้ำมันทั้ง 2 ชนิดมีราคาสูงสุดในรอบ 15 วันผ่านมา หรือนับตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน ซึ่งเป็นวันที่มีราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์95 ที่ลิตรละ 42.45 บาท ทำสถิติราคาแพงที่สุดในรอบ 3 ปี 8 เดือน หรือตั้งแต่ 8 กรกฎาคม 2022

    #น้ำมันดิบ #สหรัฐ #อังกฤษ #เศรษฐกิจ #ราคาน้ำมันวันนี้ #BTimes

    https://www.facebook.com/share/1HuDABTnb1/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,224
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ปีชงพนักงานยันแรงงานวงการรถยนต์ นิสสันปลดพนักงานครั้งใหญ่ 10% ตกงานกว่า 930 คนใน 3 ประเทศ ยุบรวมโรงงานผลิตรถยนต์ในอังกฤษ ยอดขาย 3 เดือนแรกดิ่งเหว -8.3% ในยุโรป BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/1EafEppGpT/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,224
    ค่าพลัง:
    +97,153
    น่านน้ำกัมพูชามีเท่านี้

    ตามแผนที่ “Continental shelf claims in the Gulf of Thailand” ที่แสดงไว้ (ภาพประกอบ) ซึ่งอ้างอิงการประกาศอ้างสิทธิแผ่นดินลอย (continental shelf) ในช่วงต้นทศวรรษ 1970s โดย

    - เส้นเขียว: เวียดนาม (1971)
    - เส้นแดง: กัมพูชา (1972)
    - เส้นน้ำเงิน: ไทย (1973)

    ลูกศรแดงชี้ไปยังบริเวณรอยต่อสามฝ่ายใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา-เวียดนาม ซึ่งเป็นจุดที่เห็นภาพชัดเจนว่าน่านน้ำที่กัมพูชาอ้างสิทธิ

    “เหลือเพียงพื้นที่สามเหลี่ยมเล็ก ๆ นั้นเท่านั้น”

    หากนำหลักกฎหมายทะเลระหว่างประเทศสมัยใหม่ (โดยเฉพาะ UNCLOS 1982 และหลัก equidistance ที่คำนึงถึงเกาะ) มาใช้จริง ๆ

    ข้อเท็จจริงตามกฎหมายระหว่างประเทศ

    ไทยและเวียดนามอ้างสิทธิ

    โดยไทยอ้างอิง **เกาะกูด (Koh Kut)**
    และเวียดนามอ้างอิง **เกาะฟูก๊วก (Phú Quốc)**

    ตามหลักการที่เกาะสามารถสร้างฐานสำหรับการคำนวณเส้นแบ่งเขตทะเล (equidistance line) ได้
    ทำให้ปลายเส้นอ้างสิทธิของทั้งสองประเทศ “ขนานกัน” อย่างเห็นได้ชัดและลดพื้นที่อ้างสิทธิของกัมพูชาลงอย่างมาก

    กัมพูชาประกาศอ้างสิทธิฝ่ายเดียวในปี 1972 (ทั้ง continental shelf และ territorial sea) โดยใช้การตีความสนธิสัญญา Franco-Siamese 1907 อย่างสุดโต่ง : ลากเส้นตรงจากชายฝั่งผ่าน “จุดสูงสุดของเกาะกูด” (ซึ่งเป็นเกาะของไทยตามสนธิสัญญาเดียวกัน) เข้าไปในทะเล ทำให้เส้นแดงตัดผ่านตัวเกาะกูดและอ้างน้ำรอบ ๆ เกาะทางตอนใต้เป็นของกัมพูชา

    นักกฎหมายทะเลส่วนใหญ่เห็นว่า การตีความนี้ “ไม่สอดคล้องกับสนธิสัญญา” เพราะสนธิสัญญา 1907 เป็นเรื่องเขตแดนบนบกและอธิปไตยเกาะ ไม่ใช่เขตทะเล (ซึ่งสมัยนั้นยังจำกัดแค่ 3 ไมล์ทะเล) และไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายทะเลสมัยใหม่ที่ให้เกาะมีเขตทะเลเต็มรูปแบบ

    ไทยและเวียดนามต่างให้สัตยาบันอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) มาแล้ว (ไทยปี 2011, เวียดนามปี 1994) ทำให้การอ้างสิทธิของทั้งสองฝ่ายเป็นไปตามหลักเดียวกัน (equidistance + effect ของเกาะ) และสามารถเจรจาแบ่งเขตได้สำเร็จในบางส่วน (เช่น ไทย-เวียดนามตกลงแบ่งเขต continental shelf ปี 1997)

    ส่วนกัมพูชาเลือกประกาศฝ่ายเดียวและชะลอการให้สัตยาบัน UNCLOS มาหลายทศวรรษ (เพิ่งให้สัตยาบันเต็มรูปแบบปี 2026)

    เพราะหากใช้หลักกฎหมายทะเลสากลจริง ๆ น่านน้ำและ continental shelf ของกัมพูชาจะเหลือน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด (ตามภาพแผนที่ที่ลูกศรชี้) จึงเลือกไม่ยอมรับและใช้การอ้างสิทธิแบบ maximalist แทน

    มรดกยุคอาณานิคมฝรั่งเศส

    สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ มาจากมรดกยุคอาณานิคมโดยตรง:

    - **สนธิสัญญา 1907** ฝรั่งเศสยอมรับเกาะกูดเป็นของสยาม (ไทย) อย่างชัดเจน (คืนเกาะทางใต้ของ Cape Lemling รวมเกาะกูดให้สยาม)
    - **เส้น Brévié Line (1939)** ที่ฝรั่งเศสวาดขึ้นเพื่อแบ่งการปกครอง (ไม่ใช่เขตอธิปไตย) วางเกาะฟูก๊วกไว้ภายใต้ Cochinchina (เวียดนาม) แม้จะอยู่ใกล้กัมพูชามากกว่า เพื่อจำกัดพื้นที่ทะเลของกัมพูชา (ซึ่งเป็นรัฐกันชนระหว่างสยามกับอินโดจีนฝรั่งเศส)

    กัมพูชาจึงกลายเป็น “ประเทศกันชน” ที่ถูกบีบพื้นที่ทะเลจากทั้งสองด้านตั้งแต่ยุคอาณานิคม

    ปัจจุบัน:
    - กับเวียดนาม: กัมพูชาใช้ “ประวัติศาสตร์” และ historic waters (ข้อตกลง 1982) เป็นเครื่องมือต่อรอง เพื่อใช้น่านน้ำร่วมกัน (แม้จะมีข้อขัดแย้งภายในกัมพูชาเอง)

    - กับไทย: ไม่มี “ประวัติศาสตร์ใช้ร่วม” แบบนั้น แต่ถูกแบ่งแยกตั้งแต่ยุคสนธิสัญญา 1907 กัมพูชาจึงขีดเส้นครอบ (red line) ดื้อ ๆ ผ่านเกาะกูด เพื่อชดเชยพื้นที่ที่เสียไป

    สรุปจากภาพแผนที่และข้อเท็จจริง : น่านน้ำกัมพูชาตามการประกาศฝ่ายเดียวปี 1972 ดูกว้าง แต่หากนำหลักกฎหมายทะเลสากล (UNCLOS) + ผลของเกาะกูดและฟูก๊วกมาใช้จริงตามที่ไทย-เวียดนามทำ จะเหลือเพียง “พื้นที่สามเหลี่ยมเล็ก ๆ” ตรงบริเวณที่ลูกศรชี้เท่านั้น

    นี่คือเหตุผลที่กัมพูชาเลือกไม่ยอมรับหลักสากลมานาน และยังคงเป็นประเด็นข้อพิพาทที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถาวร (พื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชาประมาณ 27,000 ตร.กม. มีศักยภาพก๊าซธรรมชาติสูง)

    เป็นเช่นนี้แล — ด้วยข้อมูลทางประวัติศาสตร์ กฎหมาย และแผนที่อย่างเป็นเอกสาร

    6 พฤษภาคม 2569 / คัดข่าว - หาดใหญ่

    จากแผนที่ Continental Shelf Claims (1971-1973), UNCLOS, สนธิสัญญา 1907 และรายงานกฎหมายทะเล #น่านน้ำกัมพูชา #อ่าวไทย #UNCLOS #Geopolitics #ผลประโยชน์ชาติ

    ----
    FB_IMG_1778039012579.jpg
    ต้องอธิบายนิดนะครับว่าถ้าตีความ unclos แบบสุดโต่ง กัมพูชาจะเหลือพื้นที่น่านน้ำเพียงเท่าที่เห็นจริงๆ
    อย่างไรก็ดีมีพื้นที่แบบนี้หลายแห่งในโลกหลายๆประเทศจึงใช้วิธีเจรจากันเส้นแบ่งอาจจะไม่เป๊ะแบบนี้มีการลากอันใหม่เลย
    แต่กัมพูชาใช้วิธีลากกว้างแบบสุดโต่งค่อนข้างจะตามใจตัวเองแล้วประกาศไม่ยอมรับเส้นอื่นๆเพื่อให้ตัวเองคงสิทธิ์ตัวนี้เอาไว้ แม้ว่ามันจะเป็นการประกาศฝ่ายเดียวก็ตาม
    จริงๆหากกัมพูชาเจรจาคงไม่ได้เป็นพื้นที่สามเหลี่ยมตามภาพคงใหญ่กว่านี้ แต่การประกาศฝ่ายเดียวไม่เจรจาทำทุกอย่างให้มันเทาๆมันดูเหมือนเขาได้มากทั้งๆที่ไม่มีอำนาจจริงเขาเลือกเส้นนั้น

    https://www.facebook.com/share/1Chq8k6Fb3/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,224
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Casey Barnett อดีตประธานาธิบดีหอการค้าอเมริกันของ #กัมพูชา ยืนยันว่าใน 75 ปีข้างหน้า (2100) เศรษฐกิจและประชากรของกัมพูชาอาจเติบโตมากกว่า ประเทศไทย หากกัมพูชาใช้นโยบายข้าวที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับอัตราการเกิด
    ที่มาข่าวอยู่ในคอมเม้นต์ เพจ Duck News
    #cambodua #ducknews #เขมร
    FB_IMG_1778062056532.jpg
    https://www.facebook.com/1000524024...yYP7KfBzj9LNDjox5sefgPcpoUPl/?mibextid=NOb6eG
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,224
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ⚠️ Breaking: สหรัฐฯ ใกล้ปิดดีลสงครามอิหร่าน ทรัมป์สั่งพักแผน Hormuz ราคาน้ำมันร่วงทันที

    สวัสดีค่ะทุกคน นิคกี้กลับมาอัปเดตสถานการณ์สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ลากยาวมาเกือบ 10 สัปดาห์แล้ว ซึ่งวันนี้มีข่าวใหญ่ที่อาจเปลี่ยนทิศทางตลาดน้ำมันและตลาดทุนทั่วโลก เพราะดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายจะใกล้บรรลุข้อตกลงยุติสงครามมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาตั้งแต่เริ่มยิงกันในเดือนกุมภาพันธ์

    จากรายงานของ Axios ที่อ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 2 รายและแหล่งข่าวอื่นอีก 2 ราย วอชิงตันกับเตหะรานกำลังร่างเอกสารบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding หรือ MOU) ความยาวเพียง 1 หน้ากระดาษ เพื่อใช้เป็นกรอบสำหรับการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ในรายละเอียดต่อไป

    ตรงนี้นิคกี้อยากอธิบายว่า MOU แบบหน้าเดียวคือเอกสารที่กำหนด “หลักการกว้างๆ” ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน ก่อนจะไปเจรจาในรายละเอียดที่ซับซ้อนกว่าในภายหลัง คล้ายๆ กับการเซ็น Term Sheet ในดีลธุรกิจก่อนทำสัญญาฉบับเต็มนั่นเอง

    อย่างไรก็ตาม Axios ย้ำว่า ณ ตอนนี้ยังไม่มีอะไรที่ตกลงกันเสร็จสิ้น และสหรัฐฯ คาดว่าจะได้รับคำตอบจากฝั่งอิหร่านในประเด็นสำคัญหลายข้อภายใน 48 ชั่วโมงข้างหน้า ส่วนอิหร่านเองยังไม่ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับความคืบหน้านี้

    ปฏิกิริยาของตลาดเกิดขึ้นทันทีและรุนแรงมาก ราคาน้ำมัน Brent ดิ่งลง 5.6% หลุดต่ำกว่าระดับ 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ ขณะที่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกก็ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มคลายความกังวลเรื่อง Geopolitical Risk Premium ที่บวกเข้าไปในราคาน้ำมันก่อนหน้านี้

    ก่อนหน้าข่าวดีลใกล้คลอดนี้ ทรัมป์เพิ่งประกาศพักโครงการ “Project Freedom” ซึ่งเป็นแผนทหารที่สหรัฐฯ จัดตั้งขึ้นเพื่อนำเรือสินค้าที่ติดค้างอยู่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซให้ได้อย่างปลอดภัย หลังจากเปิดปฏิบัติการได้เพียงวันเดียวก็เกิดการปะทะกับกองกำลังอิหร่านขึ้นทันที

    ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันอังคารว่า “Project Freedom จะถูกพักไว้ชั่วคราวเพื่อดูว่าจะสามารถปิดดีลและลงนามข้อตกลงได้หรือไม่ ความคืบหน้าครั้งใหญ่เกิดขึ้นแล้วในการเจรจากับตัวแทนของอิหร่าน” และยังระบุว่าการตัดสินใจพักแผนนี้เกิดขึ้นตามคำขอของปากีสถาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจาระหว่างวอชิงตันกับเตหะราน รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่ขอให้ลดอุณหภูมิความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ย้ำว่าการปิดล้อมเรือที่เดินทางเข้า-ออกท่าเรืออิหร่านยังคงดำเนินต่อไปอย่างเต็มที่

    ที่น่าสนใจคือจีนที่ปกติเงียบในเรื่องนี้ ก็ออกมาเคลื่อนไหวด้วย โดยรัฐมนตรีต่างประเทศ Wang Yi ได้พบหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน Abbas Araghchi ที่กรุงปักกิ่งในวันพุธ และได้กล่าวเตือนอย่างเปิดเผยซึ่งถือว่าหายากมากว่า “การกลับมาสู้รบกันอีกครั้งเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ” ซึ่งสะท้อนว่ามหาอำนาจทั่วโลกกำลังออกแรงกดดันให้สงครามจบเร็วที่สุด

    แต่ปัญหาคือการเจรจาตั้งแต่รอบแรกในกลางเดือนเมษายนจบลงโดยไม่ได้ข้อตกลง และยังมีประเด็นสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายยังเห็นไม่ตรงกัน โดยเฉพาะเรื่องอนาคตของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งก่อนสงครามจะปะทุนั้นเป็นเส้นทางที่ปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของโลกถึง 1 ใน 5 หรือประมาณ 20% ต้องไหลผ่าน

    นี่คือเหตุผลว่าทำไมสงครามครั้งนี้ถึงสะเทือนตลาดพลังงานโลกอย่างหนัก เพราะการที่ฮอร์มุซปิดเท่ากับว่า supply oil global หายไปทันที 1 ใน 5

    อีกประเด็นที่ยังตกลงกันไม่ได้คือ สหรัฐฯ เรียกร้องให้อิหร่านยุติโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม (Uranium Enrichment Program) ซึ่งเป็นหัวใจของโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน แต่ประธานาธิบดี Masoud Pezeshkian ของอิหร่านเรียกข้อเรียกร้องนี้ว่า “ไม่สมจริง” โดยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Fars เมื่อวันอังคารว่า “ปัญหาคือในขณะที่สหรัฐฯ ใช้นโยบายกดดันสูงสุดต่อประเทศของเรา แต่ก็คาดหวังให้สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านมาที่โต๊ะเจรจาและท้ายที่สุดต้องยอมจำนนต่อข้อเรียกร้องฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสมการที่เป็นไปไม่ได้”

    สำหรับทรัมป์เอง โจทย์ใหญ่คือต้องยุติสงครามที่ไม่เป็นที่นิยมในประเทศ พร้อมๆ กับต้องทำลายอำนาจควบคุมช่องแคบของอิหร่านให้ได้ เพราะนี่คือเป้าหมายสำคัญที่จะกดราคาพลังงานลง ตอนนี้ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ ทะลุ 4.50 ดอลลาร์ต่อแกลลอนแล้วเมื่อวันพุธ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2022 และการปรับตัวขึ้นนี้อาจกลายเป็นปัจจัยลบสำคัญต่อพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) ที่จะมาถึงในเดือนพฤศจิกายนนี้ นี่คือเหตุผลทางการเมืองที่ทำให้ทรัมป์ต้องเร่งปิดดีล

    การพักแผน Project Freedom ยังสะท้อนว่าทรัมป์ต้องการเลี่ยงการปะทะรุนแรงรอบใหม่แบบที่เกิดขึ้นในวันแรกของปฏิบัติการ ก่อนที่ทรัมป์จะประกาศพักแผน รัฐมนตรีต่างประเทศ Marco Rubio ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อที่ทำเนียบขาวว่าปฏิบัติการเชิงรุกต่ออิหร่านสิ้นสุดลงแล้ว เดิมที Project Freedom ถูกออกแบบให้เป็นหัวใจของยุทธศาสตร์สหรัฐฯ ต่ออิหร่านในเฟสถัดไป โดยกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่าได้ช่วยนำเรือ 2 ลำผ่านช่องแคบฮอร์มุซในวันจันทร์ พร้อมตอบโต้การโจมตีหลายระลอกจากโดรน ขีปนาวุธ และเรือเร็วไม่ทางการของกองทัพเรืออิหร่าน

    Dimitris Maniatis ซีอีโอของบริษัทประเมินความเสี่ยงทางทะเล Marisks ของกรีซ ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg TV เมื่อวันพุธว่า อุตสาหกรรมเดินเรือกำลังรอวิธีการที่จะรับประกันการเดินเรือที่ปลอดภัยผ่านฮอร์มุซโดยไม่ต้องเสี่ยงกับการคุกคามจากอิหร่านหรือฝ่ายใดก็ตาม ขณะที่กองทัพเรืออังกฤษรายงานว่ามีการโจมตีเรือสินค้าในช่องแคบเมื่อวันอังคาร และสหรัฐฯ ระบุว่าการปิดบริเวณฮอร์มุซทำให้เรือพาณิชย์มากกว่า 1,550 ลำ พร้อมกับลูกเรือกว่า 22,000 คน ติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นวิกฤตด้านมนุษยธรรมและซัพพลายเชนระดับโลก

    ทรัมป์และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลให้ข้อมูลว่าความแตกแยกภายในอิหร่านทำให้การเจรจายากขึ้น โดย Rubio ระบุว่าการได้รับคำตอบต่อข้อเสนอของสหรัฐฯ อาจใช้เวลานานถึง 1 สัปดาห์ “ระบบของพวกเขามีหลายชั้นมาตลอด และเห็นได้ชัดว่ามันยิ่งซับซ้อนขึ้นเพราะความเสียหายที่พวกเขาได้รับระหว่างสงคราม” Rubio กล่าว

    ตรงนี้นิคกี้ขอเสริมว่า ระบบการเมืองอิหร่านมีทั้งประธานาธิบดี ผู้นำสูงสุด (Supreme Leader) สภาผู้พิทักษ์ และกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ (IRGC) ที่ต่างมีอำนาจทับซ้อนกัน ทำให้การตัดสินใจระดับนโยบายต้องผ่านหลายชั้น ยิ่งเมื่อเกิดสงครามและสูญเสียบุคคลสำคัญ การประสานงานภายในยิ่งช้าลง

    ในมุมพัฒนาการอื่นที่เกี่ยวข้องกับสงคราม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศเมื่อวันอังคารว่ากองทัพอากาศได้ตอบโต้ภัยคุกคามจากขีปนาวุธ ซึ่งเป็นการประกาศครั้งแรกหลังจากที่อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธและโดรนประมาณ 20 ลูกใส่ประเทศนี้เมื่อวันก่อนหน้า สะท้อนว่าสงครามได้ลามไปถึงประเทศเพื่อนบ้านของอิหร่านในอ่าวแล้ว

    นอกจากนี้สหรัฐฯ และพันธมิตรยังสนับสนุนร่างมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council Resolution) ที่จะเปิดทางให้สามารถใช้มาตรการคว่ำบาตรหรือแม้กระทั่งปฏิบัติการทางทหารได้ หากอิหร่านไม่ยอมคลายอำนาจควบคุมช่องแคบ แต่ข้อเสนอนี้ต้องได้รับการสนับสนุนจากจีนและรัสเซียจึงจะผ่าน ซึ่งเป็นโจทย์ทางการทูตที่ท้าทายมาก

    มุมมองนิคกี้สำหรับนักลงทุน

    สิ่งที่นิคกี้อยากให้ทุกคนจับตาคือ หากดีลใน 48 ชั่วโมงนี้คลอดจริง ราคาน้ำมันโลกน่าจะปรับฐานลงต่อ ซึ่งจะเป็นข่าวดีต่อหุ้นกลุ่มที่ใช้น้ำมันเป็นต้นทุน เช่น สายการบิน โลจิสติกส์ และโรงไฟฟ้า ขณะเดียวกันก็เป็นแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มน้ำมันต้นน้ำ แต่ถ้าดีลล่ม สิ่งที่ต้องระวังคือฮอร์มุซอาจกลับเข้าสู่ภาวะตึงเครียดอีกรอบ และเรือพาณิชย์ 1,550 ลำที่ติดค้างพร้อมลูกเรือ 22,000 คนนั่นแหละค่ะ คือระเบิดเวลาทางมนุษยธรรมที่อาจกดดันให้ทรัมป์ต้องตัดสินใจทำอะไรเด็ดขาดอีกครั้ง

    ระยะเวลา 48 ชั่วโมงนี้สำคัญมากค่ะ ใครที่ถือพอร์ตน้ำมัน พลังงาน หรือกลุ่มเดินเรือ อาจต้องเตรียมแผนรับมือทั้งสองทิศทางเอาไว้ เพราะ Volatility จะสูงมากในช่วงสั้นๆ นี้ค่ะ

    https://www.facebook.com/1000635451...ztf4Se2wJpP86VspMzc5vLZ4oDVl/?mibextid=NOb6eG
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,224
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "หัวเข่าที่เลือกปฏิบัติ" — ถอดรหัสเบื้องหลังการคุกเข่าของ 'ทาคาอิจิ' ที่ออสเตรเลีย

    ภาพของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ #ทาคาอิจิ แห่ง #ญี่ปุ่น คุกเข่าหน้าสุสานวีรชนนิรนามที่ #ออสเตรเลีย และถูกนำขึ้นโชว์บนหน้าแรกของเว็บไซต์ทำเนียบนายกฯ ญี่ปุ่นทันที กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความโกรธแค้นและระแวดระวังให้กับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียอย่างจีนและเกาหลีใต้

    1. ทำไมต้องเป็น "ออสเตรเลีย"? — หัวเข่าที่มีไว้ให้คนผิวสีขาว

    หากญี่ปุ่นต้องการคุกเข่าขอโทษต่อบาปกรรมในสงครามโลกครั้งที่ 2 จริงๆ ออสเตรเลียไม่ใช่สมรภูมิหลัก:

    ข้ามหัวเหยื่อตัวจริง: ก่อนจะมาออสเตรเลีย ทาคาอิจิเพิ่งไปเยือนเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศในเอเชียที่เคยถูกญี่ปุ่นรุกรานและสูญเสียประชากรไปมหาศาลในสงคราม แต่เธอกลับ "ไม่คุกเข่า" ให้เวียดนาม

    เลือกกราบกรานตะวันตก: เธอเลือกที่จะคุกเข่าอย่างราบคาบใน #ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศคนขาว และรู้ดีว่าข้างหลังออสเตรเลียมี "#สหรัฐฯ และ #อังกฤษ" ยืนหนุนหลังอยู่ นี่ไม่ใช่การสำนึกผิด แต่เป็น "ใบเบิกทาง" เพื่อแสดงความภักดีต่อโลกตะวันตก และปูทางสู่การฟื้นฟูกองทัพญี่ปุ่นให้กลับสู่สภาวะปกติ (Military Normalization)

    2. แผนการแฝง: แร่ธาตุ ความมั่นคง และพันธมิตรปิดล้อม

    การคุกเข่าครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการลงนามข้อตกลงสำคัญระหว่างญี่ปุ่นและออสเตรเลีย:

    ความมั่นคงทางแร่ธาตุ (Rare Earths): ทั้งสองประเทศแสดงความอุดมการณ์ร่วมในการต่อต้านการจำกัดการส่งออกแร่หายาก (ซึ่งพุ่งเป้าไปที่จีน) โดยเตรียมจับมือกันลงทุนและอุดหนุนการพัฒนาแร่ร่วมกัน

    การกระชับวงล้อม: มีการตอกย้ำความร่วมมือในกรอบ "Quad" (สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย-อินเดีย) และกลุ่มพันธมิตรใหม่อย่าง "IP4" (ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์-เกาหลีใต้) เพื่อปิดล้อมอิทธิพลของจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

    3. ฟ้ากับเหว: การเปรียบเทียบกับ "การคุกเข่าที่วอร์ซอ" ของวิลลี บรันดท์

    การคุกเข่าของทาคาอิจิ เมื่อเทียบกับของวิลลี บรันดท์ ที่วอร์ซอ ทำให้เห็นความแตกต่างทางจริยธรรมอย่างสิ้นเชิง:

    Willy Brandt (1970): อดีตนายกรัฐมนตรีเยอรมนีตะวันตก คุกเข่าต่อหน้าอนุสาวรีย์ผู้เสียชีวิตจากการลุกฮือของชาวยิวในวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ ซึ่งเป็น "เหยื่อโดยตรง" ของ #นาซี เพื่อแสดงความสำนึกผิดอย่างแท้จริงจากใจจนชนะใจคนทั้งโลก

    Sanae Takaichi (2026): คุกเข่าต่อหน้าประเทศคนขาวเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ โดยปฏิเสธที่จะไปคุกเข่าขอโทษเหยื่อสงครามนับแสนคนที่หนานจิงหรือเกาหลีใต้

    ความย้อนแย้งที่น่าขยะแขยง: "ลองจินตนาการว่า ถ้าวันนั้น วิลลี บรันดท์ ไม่ยอมคุกเข่าต่อหน้าเหยื่อชาวยิวในโปแลนด์ แต่เลือกไปคุกเข่าที่สุสานทหารอเมริกาหรืออังกฤษแทน... โลกจะมองว่ามันน่าขันและเสแสร้งขนาดไหน?"

    ญี่ปุ่นไม่ได้ 'คุกเข่าไม่เป็น' หรือ 'หยิ่งยโสจนก้มหัวไม่ได้' เขาก้มได้ คุกเข่าได้ แต่ต้องเลือกดูว่าเข่าคู่นั้นก้มลงแล้วจะได้ 'กำไร' กลับมาเท่าไหร่ในทางการเมือง

    การคุกเข่าต่อออสเตรเลียได้ประโยชน์ทั้งพันธมิตรทางทหารและการยอมรับจากกลุ่มแองโกลแซกซอน (Anglo-Saxon) แต่การคุกเข่าให้จีนหรือเกาหลีใต้ไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองในมุมมองของกลุ่มขวาจัดญี่ปุ่น แถมยังจะทำให้คะแนนนิยมในประเทศร่วงอีกต่างหาก

    ตราบใดที่นักการเมืองญี่ปุ่นยังคงใช้ 'คำสารภาพบาป' เป็นเครื่องมือต่อรองทางการค้า และยังใช้คำว่า '#สิ้นสุดสงคราม' แทนคำว่า '#พ่ายแพ้สงคราม' พร้อมทั้งยังคงบูชา #อาชญากรสงคราม ในศาลเจ้าจาสุกุญิ... หัวเข่าที่แคนเบอร์ราครั้งนี้ ก็เป็นได้แค่ 'การแสดงละครสวมหน้ากาก' ที่น่ารังเกียจที่สุดในประวัติศาสตร์การทูตปี 2026

    #ChinaFocus

    https://www.facebook.com/1000758264...wt4m8vi9h938hXhvMzGQDtxegTCl/?mibextid=NOb6eG
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,224
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "วิศวกรสร้างชาติ นักกฎหมายสร้างคดี" — ถอดรหัสคำสารภาพของอดีตผู้นำเยอรมนี เมื่ออุดมคติการพัฒนาเปลี่ยนทิศ

    โอลาฟ ชอลซ์ (Olaf Scholz) อดีตนายกรัฐมนตรีเยอรมนี (ซึ่งตัวเองก็เรียนจบและเป็นทนายความมาก่อน) ออกมาพูดยอมรับตรงๆ บนเวทีของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดว่าเยอรมนีเปลี่ยนจาก "#ประเทศแห่งวิศวกร" (Land of Engineers) ไปเป็น "#ประเทศแห่งนักกฎหมาย" (Land of Lawyers) ขณะที่จีนรับไม้ต่อในฐานะประเทศแห่งวิศวกรไปแล้วนั้น สะท้อนให้เห็นถึง "วิกฤตเชิงโครงสร้างความคิด" ของซีกโลกตะวันตกอย่างแท้จริง เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่สั่นสะเทือนวงการบริหารจัดการระดับโลก เมื่อเขาชี้ให้เห็นว่าระบบการตัดสินใจของประเทศตะวันตกกำลังถูกแช่แข็งด้วย "วิธีคิดแบบนักกฎหมาย" จนตามหลังประเทศที่ขับเคลื่อนด้วย "วิธีคิดแบบวิศวกร" อย่างจีนอย่างไม่เห็นฝุ่น

    1. ความต่างของสปีด: รถไฟฟ้ารางเบา 25 กม. vs รถไฟความเร็วสูง 50,000 กม.

    ชอลซ์เปรียบเทียบให้เห็นภาพความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการ #เยอรมนี:

    กรณีเยอรมนี: โครงการรถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail) ระยะทางเพียง 25 กิโลเมตรที่เมืองฮัมบูร์ก เริ่มสร้างตั้งแต่ปี 2010 วางแผนเสร็จปี 2019 แต่ปัจจุบันปี 2026 ก็ยังสร้างไม่เสร็จ คาดว่าจะลากยาวไปถึงปี 2030 (ใช้เวลารวม 20 ปี!)

    กรณีจีน: ในช่วงเวลาเดียวกัน จีนสามารถสร้างโครงข่าย #รถไฟความเร็วสูง จากศูนย์จนทะลุเกือบ 50,000 กิโลเมตร ครอบคลุมแทบทุกเมืองที่มีประชากรเกินล้านคน

    ข้อเปรียบเทียบตลกร้าย: "ในขณะที่เยอรมนีกำลังเถียงกันในศาลว่าใครควรเป็นคนสร้างทาง... จีนก็สร้างรถไฟความเร็วสูงมาจ่อที่หน้าประตูบ้านคุณเรียบร้อยแล้ว"

    2. สัดส่วนในสภา: เมื่อ "คนไม่รู้เรื่องทางเทคนิค" เป็นคนตัดสินใจ

    ในสภาผู้แทนราษฎรเยอรมนี (Bundestag) มีสัดส่วนผู้จบการศึกษาที่น่าสนใจ:

    สส. กว่า 81% จบปริญญาตรีขึ้นไป แต่มีคนที่จบ "#วิศวกรรมศาสตร์" เพียง 6% ขณะที่ผู้จบ "#นิติศาสตร์" มีมากกว่าถึง 4 เท่าตัว!

    วิธีคิดที่ต่างกันสุดขั้ว: *

    นักกฎหมาย (Lawyer Mindset): ได้รับการฝึกเพื่อ "มองหาความเสี่ยง เลี่ยงความรับผิดชอบ และเน้นกระบวนการที่ถูกต้องตามขั้นตอน" ส่งผลให้ตัดสินใจช้า ต้องประชุมซ้ำซากเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

    วิศวกร (Engineer Mindset): ได้รับการฝึกเพื่อ "แก้ปัญหา ผลักดันโครงการ และเปลี่ยนพิมพ์เขียวในกระดาษให้กลายเป็นความจริง"

    3. สงครามทรัพยากรบุคคล: ผลิตวิศวกรเพื่อสร้างชาติ

    ตัวเลขจำนวนบุคลากรสะท้อนถึงการปูรากฐานอนาคตของชาติ:

    #จีน มีนักศึกษาจบวิศวกรรมศาสตร์ปีละ 1.3 ถึง 1.4 ล้านคน ขณะที่ #สหรัฐฯ มีเพียง 1.3 แสนคน (ต่างกัน 10 เท่า)

    จีนมีนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรเกือบ 20 ล้านคน ซึ่งเกือบจะเท่ากับผลรวมของกลุ่มประเทศ G7 ทั้งหมด

    ผลลัพธ์เชิงประจักษ์: โรงงาน Gigafactory ของ #Tesla ในเซี่ยงไฮ้ ใช้เวลาตั้งแต่เริ่มวางศิลาฤกษ์จนถึงปล่อยรถยนต์คันแรกออกจากสายพานเพียง 357 วัน ไม่ใช่เพราะจีนไม่มีกฎหมาย แต่เพราะผู้มีอำนาจตัดสินใจเข้าใจขั้นตอนและรู้ว่าจะ "ปลดล็อก" ข้อจำกัดอย่างไรเพื่อให้งานเดินหน้าได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

    คำกล่าวของโอลาฟ ชอลซ์นี้ ชี้ให้เห็นสัจธรรมที่เจ็บปวดแต่เป็นความจริงที่สุด มันไม่ใช่แค่เรื่องเงินทุนหรือเทคโนโลยี เพราะเยอรมนีมีทั้งสองอย่างพร้อมสรรพ แต่มันคือเรื่องของ 'การจัดสรรทรัพยากรสมองของชาติ'

    ถ้าประเทศใดส่งคนกลุ่มที่ฉลาดที่สุดไปเป็นทนายความ ประเทศนั้นจะกลายเป็น 'ศาลขนาดใหญ่' ที่ทุกคนมัวแต่ฟ้องร้องจับผิดกันจนไม่มีใครสร้างทางเท้า แต่ถ้าส่งคนฉลาดที่สุดไปเป็นวิศวกร ประเทศนั้นจะกลายเป็น 'ไซต์งานก่อสร้างขนาดใหญ่' ที่ปัญหาทุกอย่างจะถูกแก้ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องได้

    #ChinaFocus
    https://www.facebook.com/share/p/1E8B4fBgR3/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,224
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "หนทางสู่การทวงคืนอุตสาหกรรมของอังกฤษ" — เมื่อความรุ่งโรจน์ต้องแลกด้วยราคาที่แสนแพง

    (แปลและเรียบเรียงจากบทความ "Is it too late to reindustrialise Britain?" ของ Ryan Shorthouse กับ Chad Wheaton ใน UnHerd)

    ในเมืองมิลฟอร์ด เฮเว่น (Milford Haven) หอเหล็กกล้าสูง 60 เมตรของโรงกลั่นน้ำมันที่เคยถูกควบคุมโดยกลุ่มทุนเท็กซัส กำลังกลั่นน้ำมันดิบที่อุณหภูมิ 400 องศาเซลเซียส เพื่อผลิตเชื้อเพลิงหล่อเลี้ยงเครื่องจักรและกองทัพ ทว่านี่คือ 1 ใน 4 โรงกลั่นที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของอังกฤษ ภาพนี้คือสัญลักษณ์ของ "การล่มสลายของอุตสาหกรรมอังกฤษ" ที่เคยยิ่งใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกเมื่อต้นศตวรรษที่ 21

    1. ยุคสมัยแห่งการร่วงโรจน์และการสูญหาย

    - จากรุ่งเรืองสู่ร่วงโลด: ในปี 2002 อังกฤษมีแรงงานในอุตสาหกรรมพื้นฐาน (น้ำมัน, ก๊าซ, โลหะ, เคมี) กว่า 800,000 คน แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 400,000 คน หรือลดลงถึงครึ่งหนึ่ง

    - แผลเป็นทั่วแผ่นดิน: อุตสาหกรรมเหล็กกล้า, เกลือ, สิ่งทอสังเคราะห์, และเซรามิก ต่างทยอยปิดตัวลง อุตสาหกรรมแอมโมเนียหายไปโดยสมบูรณ์ ขณะที่การผลิตปูนซีเมนต์และแก้วลดลงสวนทางกับการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น

    - สาเหตุหลัก: การย้ายฐานการผลิตหนักไปยังจีนในช่วงปี 2006-2008 ได้ดูดกลืนงานอุตสาหกรรมไปจากตะวันตก ผสมโรงกับราคาพลังงานที่พุ่งสูงและการขาดการลงทุนในเครื่องจักรอย่างต่อเนื่อง

    2. "การฟื้นฟูอุตสาหกรรม" (Re-industrialisation) : คำขวัญที่ไร้ความชัดเจน?

    นักการเมืองทุกค่ายต่างชูประโยคนี้แต่มีนิยามที่ต่างกัน:

    #พรรคแรงงาน (Ed Miliband): เน้น "#ปฏิวัติอุตสาหกรรมสีเขียว" ผูกโยงกับการลดคาร์บอน

    #พรรครีฟอร์ม (Nigel Farage): เน้น #ตัดลดกฎระเบียบและเปิดเหมืองอีกครั้ง

    #ความจริงที่ไม่มีใครกล้าพูด: การจะทวงคืนอุตสาหกรรมหมายถึงการต้อง "ยอมเสียสละ" สิ่งที่ชาวอังกฤษเคยชิน เช่น สินค้านำเข้าราคาถูก, สวัสดิการรัฐที่สูง, การลดภาษีเป็นระยะ และเป้าหมายสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดเกินไป

    3. ตัวเลขที่สนับสนุน "การผลิต": ประสิทธิภาพที่ซ่อนอยู่

    แม้เหล่านักเศรษฐศาสตร์สายเสรีนิยมจะมองว่า "การผลิตไม่ใช่เรื่องพิเศษ" แต่อสถิติบ่งชี้ว่า:

    แรงงานในอุตสาหกรรมพลังงานและทรัพยากรมีเพียง 1% แต่สร้างมูลค่าเพิ่ม (GVA) ให้เศรษฐกิจถึง 3%

    ประสิทธิภาพการผลิต (Productivity): แรงงานอุตสาหกรรมหนักมีประสิทธิภาพสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศถึง 77%

    เปรียบเทียบ: อุตสาหกรรมขั้นสูง (เคมี, การบิน, เครื่องจักร) ใช้แรงงานเพียง 2% แต่สร้างมูลค่า 8 หมื่นล้านปอนด์ ในขณะที่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในลอนดอน (โปรแกรมเมอร์, เกม, หนัง) ใช้แรงงานพอๆ กันแต่สร้างมูลค่าได้เพียง 6.4 หมื่นล้านปอนด์

    4. อุปสรรค 3 ประการ และหนทางแก้ไข

    ผู้เขียนมองว่าวิกฤตนี้ไม่ได้เกิดจากมรดกของมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก 3 ปัจจัยในรอบ 30 ปี:

    1. ราคาพลังงานที่แพงที่สุดในโลก: ผลจากการเร่งนโยบาย #NetZero และการพึ่งพา #พลังงานหมุนเวียน ที่ยังไม่เสถียร

    2. การขาดแคลนการลงทุนในเครื่องจักร: อังกฤษซื้อเครื่องจักรน้อยกว่าฝรั่งเศสกว่าครึ่ง และเน้นแต่ผลกำไรระยะสั้นในตลาดเงิน

    3. การค้าโลกที่ไม่เท่าเทียม: การรุกคืบของลัทธิพาณิชย์นิยม (Mercantilism) จากจีน ไทย เวียดนาม และไต้หวัน ที่เน้นส่วนแบ่งตลาดมากกว่ากำไร จนกดดันผู้ผลิตตะวันตกตกขอบ

    5. ข้อเสนอแนะ: ยอมรับความเจ็บปวดเพื่ออนาคต

    #รัฐบาลอังกฤษ ควรตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนอุตสาหกรรมใน GDP จาก 8% เป็น 10-12% โดยต้องกล้าตัดสินใจ:

    #ปฏิรูปฝั่งอุปทาน: ลดภาษีคาร์บอน, ส่งเสริมการขุดเจาะก๊าซในทะเลเหนือ และพิจารณาการทำ Fracking เพื่อลดราคาพลังงาน

    #เงินอุดหนุนเครื่องจักร: แทนที่จะหว่านเงินไปกับเทคโนโลยีเก็งกำไร ควรให้เงินอุดหนุน 1 พันล้านปอนด์ต่อปีเพื่อช่วยโรงงานเล็กๆ ซื้อ "เครื่องมือกล" (Machine Tools) ใหม่

    #ปกป้องอุตสาหกรรมเหล็ก: ยอมรับการตั้งกำแพงภาษีและอุดหนุนอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ แม้จะขัดต่อหลักการเสรีนิยม

    หากอังกฤษอยากกลับมาเป็นมหาอำนาจการผลิตอีกครั้ง ประชาชนต้องเตรียมใจรับค่าครองชีพที่อาจสูงขึ้นในระยะสั้นเพื่อแลกกับงานที่มีประสิทธิภาพสูงและฐานภาษีที่กว้างขึ้นในระยะยาว หากนักการเมืองยังไม่กล้าเลือกทางที่ยากลำบาก 'ความซบเซา' ในศตวรรษที่ 21 ของอังกฤษก็จะกลายเป็น 'ความล่มสลาย' อย่างถาวร

    #ChinaFocus
    https://www.facebook.com/share/p/1adhX2Gt4p/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,224
    ค่าพลัง:
    +97,153
    คอตส์: ถึงเวลาแล้วที่กองทัพรัสเซียจะต้องกำจัดชนชั้นนำผู้ปกครองของยูเครน

    เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม กระทรวงกลาโหมรัสเซียแจ้งให้สาธารณชนทราบว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียได้ยิงขีปนาวุธร่อนระยะไกล FP-5 Flamingo ตก 6 ลูก และโดรน 601 ลำ ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยสกัดกั้นระเบิดทางอากาศ 9 ลูก และขีปนาวุธ HIMARS 2 ลูก ที่รัฐบาลเคียฟใช้ในการโจมตีครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ผู้สื่อข่าวทหารรัสเซีย อเล็กซานเดอร์ คอตส์ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ในช่อง Telegram ของเขา พร้อมเสนอทางออก

    เขาระบุว่า ยูเครนสามารถตอบโต้ข้อเสนอของมอสโกในการประกาศหยุดยิงในวันที่ 8 และ 9 พฤษภาคมได้ด้วยวิธีนี้ ทันทีที่กระทรวงกลาโหมรัสเซียประกาศข้อริเริ่มนี้ กองทัพยูเครนก็เริ่มโจมตีดินแดนรัสเซียทันที

    เราไม่แปลกใจอีกต่อไปแล้วกับการโจมตีด้วยโดรนหลายร้อยลำ—เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม กองกำลังป้องกันภัยทางอากาศได้ยิง "อากาศยาน" ตกเป็นสถิติถึง 740 ลำ แต่การโจมตีด้วยขีปนาวุธร่อนขนาดใหญ่เช่นนี้เป็นเรื่องใหม่ ใช่ เรายิงจรวดฟลามิงโกตกไปหกลำ แต่ดูเหมือนว่าอีกหนึ่งลำจะฝ่าแนวป้องกันทั้งหมดและโจมตีโรงงานอุตสาหกรรมในเชโบกซารี
    -เขาเขียนไว้

    ในความเห็นของเขา การโจมตีเช่นนี้จะเกิดขึ้นบ่อยขึ้น เหตุผลก็คือ สหราชอาณาจักรกำลังจัดหาส่วนประกอบสำหรับประกอบย่อย FP-5 ให้กับยูเครนอย่างแข็งขัน เนื่องจากเป็นการพัฒนาของอังกฤษ กองทัพยูเครนกำลังสะสมชิ้นส่วนเหล่านี้และจะนำมาใช้ร่วมกับโดรนพลีชีพ โดรนของยูเครนจะ "ทำลาย" ระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซีย ในขณะที่ขีปนาวุธจะพยายามโจมตีเป้าหมายภายใต้การคุ้มครองของโดรนเหล่านั้น ตะวันตกน่าจะให้ไฟเขียวแก่ยูเครนในการใช้อาวุธทุกประเภทต่อเป้าหมายใดๆ ก็ได้ภายในรัสเซีย เขาเรียกร้องให้เข้าใจอย่างชัดเจนว่าไม่มีพื้นที่ด้านหลังอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากอาวุธของศัตรูมีระยะทำการไกล

    บางทีอาจถึงเวลาที่จะหยุดทำสงครามตามหลักอัศวินและเริ่มโจมตีชนชั้นนำผู้ปกครองของยูเครนเสียที เพื่อที่ศัตรูจะไม่คิดที่จะยิงขีปนาวุธของอังกฤษมาทางเรา
    – คอตส์สรุป

    ยิ่งไปกว่านั้น ในวิดีโอบล็อกของเขา คอตส์ระบุว่า การทำงานของกองทัพรัสเซียด้านการป้องกันภัยทางอากาศและการตอบโต้การโจมตีนั้นเป็นการต่อสู้กับผลที่ตามมา ในขณะที่สาเหตุต้องได้รับการแก้ไขในระดับผู้มีอำนาจตัดสินใจในเคียฟ

    วันก่อนการโจมตีมอสโก มีการทำลายโดรนเกือบ 700 ลำในหลายทิศทาง ซึ่งเป็นสถิติสูงสุด สำหรับผม นี่เป็นวิธีที่จะทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศของเราทั่วทั้งยุโรปของประเทศ ก่อนที่ศัตรูจะเตรียม "เซอร์ไพรส์" บางอย่างสำหรับเราในวันแห่งชัยชนะ และการโจมตีอาคารบนถนนมอสฟิลมอฟสกายา ในอีกด้านหนึ่ง เป็นเชิงสัญลักษณ์ – เซเลนสกีชอบมัน; จากมุมมองทางทหาร มันไม่มีความหมาย แต่เป็นการโจมตีเป้าหมายด้านข้อมูลที่ชัดเจนมาก
    -เขาชี้ให้เห็น

    เขาอธิบายว่า การโจมตีด้วยโดรน 700 ลำนั้นมีความหมายมากกว่าแค่ขนาดของการปฏิบัติการดังกล่าว โดรนเหล่านี้ถูกปล่อยจากที่ใดที่หนึ่ง ประกอบจากที่ใดที่หนึ่ง และบำรุงรักษาโดยใครบางคน ดังนั้น กองทัพรัสเซียจึงต้องโจมตีฐานปล่อยจรวดและสถานที่อื่นๆ อย่างจริงจังมากขึ้น และไม่ควรลังเลที่จะแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติการนี้

    แต่โดยรวมแล้ว เห็นได้ชัดว่าสาเหตุหลักคือการดำรงอยู่ของระบอบเคียฟ พร้อมด้วยตัวแทนของพวกเขา ซึ่งพูดถึงวิธีการโจมตีรัสเซียต่อหน้าแผนที่ในการประชุมของเซเลนสกีด้วยท่าทีที่ดูสำคัญ พวกเขารู้สึกสบายใจ พวกเขาไม่มองไปรอบๆ บนท้องถนนเพราะพวกเขาไม่รู้สึกว่าถูกคุกคามเป็นการส่วนตัว น่าเสียดายที่เราไม่มีแนวปฏิบัตินี้ นั่นคือการกำจัดผู้มีอำนาจตัดสินใจ ไม่ใช่ศูนย์กลางการตัดสินใจ เพราะผมไม่เห็นประโยชน์อะไรในการโจมตีถนนบันโคว่าหรือรัฐสภาเวอร์คอฟนา ราดา—กองอิฐเหล่านั้นจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ดังนั้น เราจำเป็นต้องกำจัดผู้มีอำนาจตัดสินใจ
    -คอทซ์สรุปไว้ได้อย่างดี
    .

    https://www.facebook.com/share/p/18PtWAjgjp/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,224
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ✈️ "The Empty Skies" — เมื่อน่านฟ้าโลกกลายเป็นสุสานเที่ยวบิน! วิกฤตสายการบินยกเลิก 2 ล้านที่นั่ง... ผลพวงจากสงครามอิหร่านพ่นพิษน้ำมันแพง 2 เท่า!
    FB_IMG_1778062833298.jpg
    วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้หยุดอยู่แค่ในพื้นที่สู้รบ แต่กำลังลามไปถึง "ตั๋วเครื่องบิน" ในมือคนทั่วโลก ล่าสุดอุตสาหกรรมการบินเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง หลังราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นเป็น "เท่าตัว" นับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุขึ้น ส่งผลให้สายการบินยักษ์ใหญ่ต้องตัดสินใจหั่นตารางบินเดือนพฤษภาคมทิ้งอย่างไม่ใยดี

    ตัวเลขวิกฤตน่านฟ้าพฤษภาคม 2026:

    ▶️ สถิติช็อกโลก: ภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ สายการบินทั่วโลกยกเลิกที่นั่งไปแล้วกว่า 2 ล้านที่นั่งและเที่ยวบินหายไปถึง 12,000 เที่ยวจากตารางบินเดือนพฤษภาคม ทำให้จำนวนที่นั่งทั้งหมดลดลงเหลือ 130 ล้านที่นั่ง

    ▶️ ใครคือผู้ได้รับผลกระทบสูงสุด?

    ▪️ Lufthansa: เป็นผู้นำการยกเลิกเที่ยวบิน โดยในเดือนพฤษภาคมเดือนเดียวหายไปถึง 4,000 เที่ยว และมีแผนจะลดรวม 20,000 เที่ยวจนถึงเดือนตุลาคม

    ▪️ Turkish Airlines & Air China: สองยักษ์ใหญ่ที่ลดจำนวนที่นั่งมากที่สุด โดยลดลงประมาณ 520,000 และ 490,000 ที่นั่งตามลำดับ รวมกันหายไปกว่า 1 ล้านที่นั่ง

    ▶️ อัมพาตในอ่าวเปอร์เซีย: สายการบินอย่าง Emirates, Etihad และ Qatar Airways ยังคงบินต่ำกว่าระดับก่อนสงครามอย่างมาก เนื่องจากสนามบินหลายแห่งต้องปิดทำการ ส่งผลให้เส้นทางบินยุโรป-เอเชีย หยุดชะงักไปถึง 33%

    ▶️ มาตรการคุมเข้มในเอเชีย: สนามบินสิงคโปร์และโตเกียวขอให้สายการบิน "งดเพิ่มเที่ยวบิน" เพื่อจำกัดการใช้น้ำมัน ขณะที่เวียดนามเข้าสู่สภาวะ "ปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิง" เรียบร้อยแล้ว

    Insight:
    นี่คือภาวะ "อุปทานน้ำมันล่มสลาย" ที่บีบให้การเดินทางทั่วโลกย้อนกลับไปสู่ยุคอดีต!

    การที่สายการบินต้องยกเลิกเส้นทางที่ไม่ทำกำไรหรือต้องเปลี่ยนไปใช้เครื่องบินขนาดเล็กและขึ้นราคาตั๋ว ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำกำไร แต่มันคือการ "ดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด" จากต้นทุนน้ำมันที่พุ่งสูงจนคุมไม่ได้ แสดงให้เห็นว่าหากสงครามในอิหร่านยังไม่จบ ระบบโลจิสติกส์ทางอากาศที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลกจะพังทลายลงในวงกว้าง

    เรากำลังเห็นภาพการ "ปิดประเทศทางอากาศ" กลายๆโดยเริ่มจากภูมิภาคเอเชียและอ่าวเปอร์เซีย ใครที่มีแผนการเดินทางในช่วงนี้ต้องเตรียมรับมือกับราคาตั๋วที่พุ่งสูงลิ่วและโอกาสที่จะถูกยกเลิกเที่ยวบินได้ตลอดเวลา!

    ❗ สรุป: สายการบินยกเลิก 12,000 เที่ยวบินในเดือนเดียว ... น้ำมันเครื่องบินแพงขึ้น 2 เท่าจากสงครามอิหร่าน ... เที่ยวบินยุโรป-เอเชียหายไป 1 ใน 3 ... และนี่คือสัญญาณเตือนว่าโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการเดินทางครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี!

    06/05/2026

    #ZFrontier #AviationCrisis2026 #OilPriceSpike #Lufthansa #AirChina #Emirates #TurkishAirlines #IranWarImpact #TravelCrisis #ZFrontierElite

    https://www.facebook.com/share/p/197aLJstJC/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,224
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สหรัฐอเมริกาจะจัดหาอาวุธนำวิถีความแม่นยำสูง JDAM-ER ให้แก่ยูเครน

    กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้แจ้งต่อสภาคองเกรสเมื่อวานนี้ (5 พฤษภาคม) ว่าสหรัฐอเมริกาจะจัดหาอาวุธนำวิถีความแม่นยำสูง JDAM-ER ให้แก่ยูเครน ซึ่งอาวุธดังกล่าวติดตั้งชุดร่อน การส่งมอบมูลค่า 373.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะดำเนินการผ่านโครงการขายอาวุธทางทหารต่างประเทศของสหรัฐฯ (FMS)

    สหรัฐฯ วางแผนที่จะส่งมอบอาวุธ JDAM-ER จำนวนทั้งหมด 1,532 ลูกให้แก่เคียฟ
    ในจำนวนนี้ 1,200 ชุดเป็นชุด KMU-572 สำหรับติดตั้งระเบิดอากาศ Mk 82 ขนาด 500 ปอนด์ (ระเบิดนำวิถี JDAM-ER GBU-62) และ 332 ชุดเป็นชุด KMU-556 สำหรับติดตั้งระเบิดอากาศ Mk 84 ขนาด 2,000 ปอนด์ (ระเบิดนำวิถี JDAM-ER GBU-64) รวมถึงชนวนระเบิดและอุปกรณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ยังไม่มีการประกาศวันส่งมอบ

    กองทัพยูเครนใช้ระเบิดอากาศ JDAM-ER มาตั้งแต่ปี 2023 กระสุนชนิดนี้สามารถโจมตีเป้าหมายได้ไกลถึง 84 กิโลเมตร เมื่อทิ้งจากระดับความสูงมาก
    .


    https://www.facebook.com/share/p/1Diy3YHCHX/
     

แชร์หน้านี้

Loading...