เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 3 กรกฎาคม 2026 at 19:43.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,611
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,171
    ค่าพลัง:
    +26,962
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,611
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,171
    ค่าพลัง:
    +26,962
    วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ ระยะนี้ฝนฟ้าก็ยังไม่ปกตินัก แต่ว่าเวลาบิณฑบาตกระผม/อาตมภาพก็ยังดีใจว่า มีพวกเราบางรูปบางท่านพยายามที่จะรักษาอารมณ์ภาวนาเอาไว้ อยู่ในลักษณะฝึกฝนตนเองว่า ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางเราจะทำได้หรือไม่ ? ถึงแม้ว่าจะขาดบ้างหลุดบ้าง ก็ยังดีกว่าไม่เพียรพยายามทำอะไรกันเลย กระผม/อาตมภาพเองบางทีตั้งใจแกล้ง ก็คือชวนคุยไปเลย ดูว่าจะรักษาอารมณ์ใจได้หรือเปล่า?

    การที่คนเราจะทรงสมาธิไว้ได้ พร้อมกับการพูดคุยหรือกระทำสิ่งต่าง ๆ นั้น เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝนกันค่อนข้างจะหนัก ถ้าหลายท่านอ่านในหนังสือประวัติหลวงปู่ปาน วัดบางนมโค ซึ่งหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุงท่านเขียนเอาไว้ในยุคแรก ๆ ที่ไปอยู่ที่วัดท่าซุง ก็จะเห็นว่าเวลาหลวงปู่ปานท่านรักษาโรคจากไสยศาสตร์ สั่งให้หลวงพ่อฤๅษีฯ ซึ่งยังเป็นพระใหม่ ตักน้ำมนต์ในโอ่งราดให้กับคนป่วย

    หลวงพ่อฤๅษีฯ บอกว่าไม่เห็นหลวงปู่ปานนั่งภาวนาคาถาอะไร นั่งคุยกับโยมไปเรื่อย ปากก็บอกว่า "รดเข้าไปลูก รดเข้าไป เราจะชนะแล้ว" ซึ่งลักษณะแบบนั้น บุคคลที่ทำไม่ได้ก็จะคิดว่า หลวงปู่ท่านไม่น่าจะมีความสามารถอะไร แต่ถ้าบุคคลที่ประพฤติปฏิบัติได้จะรู้ว่านั่นแหละระดับสุดยอดแล้ว ก็คือจะอยู่ในอิริยาบถไหนก็สามารถที่จะทรงฌานทรงสมาบัติได้ตามที่ตนต้องการ

    เรื่องพวกนี้ต้องอาศัยการฝึกฝนที่ค่อนข้างเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยว เนื่องเพราะว่าถ้ายังเป็นผู้ใหม่อยู่ จะรักษาอารมณ์ใจเฉพาะตอนนั่งนิ่งยังไม่ได้เลย แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ชัดเจนว่า สมาธิที่ได้จากการเดินจงกรมนั้น จะทำให้เคลื่อนคลายไปได้ยาก เนื่องเพราะว่าถ้าเราชินกับการนั่งนิ่ง ๆ ถึงเวลาขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว สมาธิก็มักจะหลุดจะร่วงไปเสียหมด

    แต่ถ้าเราเดินจงกรมแล้วภาวนา สมาธิที่ทรงตัวได้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ ท่านใช้คำว่า "สมาธิใช้งาน" ซึ่งสมาธิใช้งานนั้น ถ้าผู้ที่มีความคล่องตัว สามารถทรงสมาธิได้ทุกระดับ บุคคลที่ไม่คล่องตัว ถ้าฝึกใหม่ ๆ พอถึงเวลาแค่จับลมหายใจครบ ๓ ฐานก็เดินไม่ได้แล้ว เนื่องเพราะว่าจะเริ่มสู่สภาวะของปฐมฌาน ที่จิตกับประสาทร่างกายเริ่มแยกออกจากกัน เมื่อจิตกับประสาทแยกเป็นคนละส่วน จึงบังคับร่างกายไม่ได้..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,611
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,171
    ค่าพลัง:
    +26,962
    กระผม/อาตมภาพเคยสอนรุ่นน้องที่วัดท่าซุงให้ทำ แล้วท่านก็มาโวยวายว่า "หลวงพี่หลอกผมหรือเปล่า ? พอถึงเวลาจับลม ๓ ฐานแล้วเดินไม่ได้..!" จนต้องบอกกับท่านไปว่า "ให้พยายามหน่อย ถ้าเราสามารถทรงสมาธิใช้งานได้ ก็จะเดินได้เอง"

    ดังนั้น..ถ้าหากว่าท่านใดต้องการที่จะรักษาอารมณ์ใจของตน ไม่ให้ รัก โลภ โกรธ หลง บังเกิดขึ้นได้ ก็ต้องพยายามทรงสมาธิให้ได้ในทุกอิริยาบถ ไม่เช่นนั้นแล้ว แค่หลุดออกมานิดเดียว รัก โลภ โกรธ หลง ที่โดนอำนาจสมาธิกดเอาไว้ ก็จะมาแบบฟ้าถล่มดินทลาย แล้วหลายต่อหลายท่านก็เกิดอาการจิตตก สมาธิตก กรรมฐานแตก พังไปนานเป็นเดือน ๆ ก็มี..!

    หรือถ้าหากว่าอย่าง "หลวงพ่อมณฑล" (พระครูสุชาตกาญจนโกศล) ของเรา ที่พังไปหลายปี จนป่านนี้ก็ยังเอาคืนไม่ได้ จนกระทั่งกระผม/อาตมภาพบอกกับท่านว่า "จะรอวันที่ท่านกลับมาเหมือนเดิม" จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ท่านยังไม่กล้ามาเจอหน้ากระผม/อาตมภาพเลย..!

    เราจะเห็นว่าแม้แต่ครูบาอาจารย์ระดับนั้น พอถึงเวลาสมาธิตก กิเลสตีกลับ จะเป็นเรื่องอะไรที่เอาคืนยากลำบากที่สุด เหตุผลแรกเลยก็คือเพราะเราอยากได้คืน การภาวนาจะให้สมาธิจิตทรงตัว ระดับอัปปนาสมาธิตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไป ต้องมีอุเบกขาในทุกระดับ ก็คือสิ่งที่เรียกว่า "เอกัคคตารมณ์" อารมณ์ที่ตั้งมั่นเป็นหนึ่งเดียว

    คราวนี้อุเบกขาตรงนี้พูดง่ายแต่ทำยาก เราต้องวางอารมณ์ใจอยู่ในลักษณะที่ว่า "เรามีหน้าที่ภาวนา ส่วนจะได้หรือไม่ได้ เป็นหรือไม่เป็น เป็นเรื่องของมัน"
    ตรงจุดนี้บางทีฟังแล้วคิดว่าง่าย แต่กระผม/อาตมภาพเองต้องปล้ำอยู่ถึง ๓ ปีกว่าที่จะรู้เรื่อง..!

    เนื่องเพราะว่าหลังจากที่ได้สติจากการที่ไปสนุกสนานกับการรู้ การเห็น กับเวทมนตร์คาถาต่าง ๆ แล้วพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีท่านบอกว่า "ต่อให้ทรงฌาน ๔ สมาบัติ ๘ หรือว่าอภิญญา ๕ ก็ยังห่างจากนรกแค่นิ้วเดียว" แล้วท่านก็ยกนิ้วด้านขวางให้ดู ไม่ใช่ด้านตรงเสียด้วย ก็แปลว่าห่างจากขอบนรกประมาณเซ็นติเมตรเดียวเท่านั้น..! ยกเว้นว่าบุคคลที่ทรงอารมณ์ความเป็นพระโสดาบันได้ จึงจะสามารถพ้นอบายภูมิได้อย่างแท้จริง กระผม/อาตมภาพเหมือนกับคนสะดุ้งตื่นจากหลับ หรือเหมือนกับคนติดคุกที่เห็นประตูเปิดรออยู่ จึงต้องเผ่นหนีสุดชีวิต..!

    คราวนี้ท่านบอกว่าการที่จะเป็นพระโสดาบันได้ อย่างน้อยต้องทรงปฐมฌานละเอียดได้ ถึงจะมีกำลังในการตัดกิเลสเบื้องต้นระดับพระโสดาบันและพระสกทาคามี กระผม/อาตมภาพจึงตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติเพื่อความเป็นพระโสดาบัน คืออันดับแรกต้องทรงปฐมฌานให้ได้

    ศึกษาขั้นตอนของฌานสมาบัติทุกอย่างแล้ว ในระหว่างภาวนาก็กำหนดจิตตามดูอยู่ทุกอิริยาบถว่า ตอนนี้คือวิตก เรานึกตรึกอยู่ว่าจะภาวนา ตอนนี้คือวิจาร เราภาวนาว่าอะไร ลมหายใจแรงหรือเบา ยาวหรือสั้น ตอนนี้คือปีติ มีอาการขนลุกแล้ว ตามดูแบบหัวไม่วางหางไม่เว้น มาได้แค่ปีติก็หลุดหายไปทุกครั้ง..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,611
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,171
    ค่าพลัง:
    +26,962
    จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี เป็น ๒ ปี เป็น ๓ ปี ด้วยความที่เป็นคนดื้อ ทำไม่ได้แล้วไม่เลิก ไปถึงวันนั้นเกิดความคิดขึ้นมาว่า "เราเพียรพยายามมาขนาดนี้แล้วยังไม่ได้เสียที วันนี้จะได้หรือไม่ได้ก็ช่างหัวมันเถอะ เรามีหน้าที่ภาวนา" โป๊ะเดียวได้เลย..! เนื่องเพราะว่าตอนนั้นความอยากนำหน้า ตั้งใจมากจนเกินไป พอลดความอยากลงมาได้จุดพอดี ก็ทรงสมาธิตามที่ต้องการได้เดี๋ยวนั้นเลย..!

    แล้วทันทีที่ทรงสมาธิได้ ก็เข้าใจว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ ท่านสอนผิด..! จึงทิ้งงานประจำที่ทำอยู่ โดดขึ้นรถเมล์ มุ่งหน้าไปวัดท่าซุงแต่เช้า ไปถึงตอนบ่ายโมงกว่า พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านลงรับแขกที่ศาลานวราชบพิตร เจอหน้าท่านก็ถามว่า "ไอ้หนู..มีธุระอะไร ?" จึงกราบเรียนท่านไปแบบไม่เกรงใจว่า "หลวงพ่อสอนผิดนี่ครับ..!" ทำเอาท่านหัวเราะบอก "ไอ้หนู..ใจเย็น ๆ ผิดตรงไหนว่ามา" จึงได้เรียนถวายไปว่า "หลวงพ่อบอกว่าอารมณ์ปฐมฌานประกอบด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตารมณ์เป็นขั้น ๆ แต่ที่ผมทำได้ ไม่ได้เป็นขั้น ๆ แบบนี้ มันเกิดขึ้นพร้อมกันหมดเลยครับ..!"

    พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านหัวเราะเป็นการใหญ่ บอกว่า "ไอ้หนู..แกรู้จักคำว่าลัดนิ้วมือเดียวไหม ?" โบราณเขามักใช้คำนี้ แล้วท่านก็งอนิ้วดีดให้ดู "ลัดนิ้ว" ก็คือ "ดีดนิ้ว" ท่านบอกว่าบุคคลที่จิตละเอียดจะเห็นว่านิ้วจากที่งอนั้น ค่อย ๆ เหยียดตรงขึ้นไปทีละน้อย ทีละน้อย จนตั้งตรง แต่บุคคลที่จิตหยาบจะเห็นเฉพาะตอนที่งอและนิ้วตรงเท่านั้น..!

    กระผม/อาตมภาพต้องกราบขอขมา แพ้น็อคกลับมา..! เนื่องเพราะไปคิดว่าอารมณ์ใจมันเกิดขึ้นพร้อมกัน แต่ความจริงมีระดับชั้นที่ค่อย ๆ ไป เพียงแต่สภาพจิตของเราหยาบ ก็จะไม่รู้ว่าแต่ละขั้นตอนผ่านอย่างไร เนื่องเพราะว่ากระโดดจากอารมณ์ปกติไปทรงฌานเลย หลังจากนั้นจึงต้องพยายามที่จะฝึก จะหัด จะซัก จะซ้อมให้คล่องตัว ไม่ว่าท่านบอกให้ทำอะไรก็มอบกายถวายชีวิต ทุ่มเททำทั้งนั้น..! และจุดที่ต้องจดจำเลยก็คือ ทุกอย่างจะต้องเป็นมัชฌิมาปฏิปทา คือพอเหมาะพอดี มากเกินไปก็ไม่สำเร็จ น้อยเกินไปก็ไม่สำเร็จ

    ดังนั้น..การที่ท่านทั้งหลายเพียรพยายามที่จะกระทำ กระผม/อาตมภาพก็ขออนุโมทนาด้วย ในเมื่อช่วยบอกแบบนี้แล้วก็โปรดอย่าโง่ใช้เวลาถึง ๓ ปี เหมือนที่กระผม/อาตมภาพทำมา..! เพราะว่านั่นเป็นเรื่องของคนที่ฉลาดเกิน ตั้งใจจนเกินไป ถ้าทุกท่านเคยอ่านหนังสือที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเขียน จะเห็นท่านบอกว่า "ใครมาเป็นลูกศิษย์ข้าต้องปฏิบัติแบบโง่ ๆ ถ้าปฏิบัติแบบฉลาด มักจะไม่ได้อะไร..!"

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันศุกร์ที่ ๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...